ฝ่าหลุนต้าฝ่า
บทความใหม่ของอาจารย์
กลับไปสารบัญ


การบรรยายฝ่า ณ การประชุมศึกษาวิจัยการสร้างสรรค์งานวิจิตรศิลป์

ผู้ฝึกที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ล้วนแต่ทำงานเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์วิจิตรศิลป์ ต่างก็มีความสามารถทางเทคนิคในสาขาวิชา ข้าพเจ้าจะพูดไปตามความคิดจะพาไป ข้าพเจ้าจะพูดในด้านหลักการ(เหตุผล)ของฝ่า วิจิตรศิลป์มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับมนุษยชาติ เช่นเดียวกับวัฒนธรรมอื่นๆ ของมนุษย์ มันสามารถส่งผลในการชี้นำต่อทัศนคติของคนแบบหนึ่งในสังคมมนุษย์ มีอิทธิพลต่อทัศนคติของมนุษย์ในการประเมินความสวยงาม ว่าอะไรคือความสวยงาม อะไรคือความรู้สึกที่ถูกต้องต่อความสวยงามที่มนุษย์สมควรมี นี้สัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับมาตรฐานศีลธรรมของมนุษย์ หากคนเห็นสิ่งที่ไม่สวยงามเป็นความสวยงาม เช่นนั้นศีลธรรมของมนุษย์เป็นอันจบสิ้นแล้ว

ศีลธรรมมนุษย์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา ศีลธรรมของมนุษย์โดยตัวเองจะมีอิทธิพลต่อศิลปะของมนุษย์ และศิลปะก็หันกลับมามีอิทธิพลต่อมนุษย์ ทุกท่านเห็นแล้ว ศิลปะในปัจจุบันนี้ หลายสิ่งหลายอย่างนั้นถูกสร้างสรรค์ออกมาจากความคิดสมัยใหม่ ขณะที่มนุษย์ในปัจจุบันก็ได้หลุดออกไปไกลจากขอบเขตศีลธรรมและมาตรฐานซึ่งมนุษย์สมควรมี ฉะนั้นสิ่งที่เรียกกันว่าศิลปะที่สร้างสรรค์ออกมาหาใช่วัฒนธรรมของมนุษย์แล้ว เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่สร้างสรรค์ออกมาในขณะที่มีสติสัญปชัญญะและมีสติแจ่มชัด และไม่ใช่สิ่งที่สวยงามของมนุษย์อย่างแท้จริง ซึ่งสร้างสรรค์ออกมาจากเจิ้งเนี่ยน(ความคิดถูกต้อง) ซั่นเนี่ยน(ความคิดดีงาม)ของคน ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องต่อความสวยงามของศิลปะ เมื่อเป็นเช่นนี้ศิลปะจึงเสื่อมทราม อย่างเช่นศิลปะในปัจจุบัน พูดกันอย่างเข้มงวด มันไม่ใช่สิ่งที่เป็นของมนุษย์แล้ว บ่อยครั้งเวลาข้าพเจ้าดูผลงานบางชิ้นที่เรียกกันว่าศิลปะสมัยใหม่ ยิ่งกว่านั้นบางชิ้นยังเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมาก แท้จริงแล้วล้วนแต่เป็นผลิตภัณฑ์ของจิตมาร ไม่เพียงแต่มีความเป็นจิตมาร หลายๆ คนขณะที่ค้นหาแรงดลใจในการวาดภาพ จะฝักใฝ่พฤติกรรมของผีปีศาจ เป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ย่อมมีจิตใจมืดมน ผิดปกติ คนที่ทำงานเกี่ยวกับศิลปะต่างก็รู้ ในขณะที่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ล้วนแต่ปล่อยให้สภาวะจิตหลงระเริงไปกับด้านจิตชั่วของมนุษย์ กระทั่งตั้งใจแสวงหาการสนองตอบของจิตใจชั่วช้า ฉะนั้นสิ่งที่เรียกกันว่าศิลปะสมัยใหม่เหล่านั้น โดยทั่วไปล้วนแต่ไม่ค่อยดีนัก เพราะมันไม่เพียงแต่เป็นโทษต่อคนวาด ยังเป็นอันตรายต่อจิตใจของคนดู และยังส่งผลในการบ่อนทำลายทัศนคติทางศีลธรรมของมนุษย์อย่างร้ายแรงอีกด้วย

          แต่ในการซิวเลี่ยนและการดำรงชีวิต ต้าฝ่าตี้จื่อก็ไม่สามารถหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมของสังคมของคนธรรมดาสามัญนี้ (ท่าน)ก็อยู่ท่ามกลางกระแสคลื่นแห่งทัศนคติของคนยุคปัจจุบัน และได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมนี้ ยิ่งกว่านั้นก่อนที่จะศึกษาต้าฝ่า ก็มีต้าฝ่าตี้จื่อจำนวนมากที่ศึกษาหรือทำงานเกี่ยวกับศิลปะ แน่นอนข้าพเจ้าคิดว่า ไม่ว่าท่านจะทำงานเกี่ยวกับศิลปะสมัยใหม่ก็ดี ทำงานเกี่ยวกับศิลปะดั้งเดิมขนานแท้ที่มนุษย์สมควรมีอย่างแท้จริงก็ดี วิชาความรู้พื้นฐานที่ท่านร่ำเรียนมาในอดีตควรที่จะเหมือนกัน ฉะนั้นต้าฝ่าตี้จื่อต้องเข้าใจให้แจ่มแจ้งว่าอะไรคือศิลปะที่มนุษย์สมควรมี เช่นนั้นก็สามารถปฏิบัติไปตามมาตรฐานของศิลปะที่บริสุทธิ์และถูกต้องของมนุษย์ ก็จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ดีออกมาได้

          เหตุใดพวกเราจึงจัดการประชุมครั้งนี้ในวันนี้? ทุกท่านทราบ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้าฝ่าตี้จื่อกระทำในช่วงประวัติศาสตร์ของวันนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด ข้าพเจ้ายังพูดอยู่เมื่อวาน ข้าพเจ้าพูดว่าสิ่งใดที่ต้าฝ่าตี้จื่อทำ ไม่นานสังคมมนุษย์ก็จะเลียนแบบ ณ ปัจจุบันนี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการเจิ้งฝ่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนแต่เคลื่อนไปโดยรอบต้าฝ่า นี้เป็นสิ่งที่แน่นอน เพราะสามภพนั้นสร้างขี้นเพื่อต้าฝ่า เหตุใดข้าพเจ้าจึงพูดถึงสิ่งเหล่านี้กับทุกท่านในวันนี้? เพราะต้าฝ่าตี้จื่อที่มีเทคนิคความสามารถด้านศิลปะประเภทนี้นั้นมีความสามารถและมีพลังงาน สิ่งที่พวกท่านทำออกมาหากไม่ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้องเท่าที่ควร พวกท่านก็จะเสริมสร้างกำลังให้แก่องค์ประกอบที่ไม่ถูกต้องอันนั้น และส่งผลกระทบต่อสังคมมนุษย์มากยิ่งขึ้น การซิวเลี่ยน ท่านก็ต้องบำเพ็ญโดยปรับตัวเองให้ถูกต้อง บำเพ็ญโดยขจัดสิ่งที่ไม่ดีออกไปทั้งหมดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด พวกท่านก็สมควรต้องเป็นคนดี เช่นนั้นในอาณาจักร(สาขา)ของศิลปะ พวกท่านก็ต้องปฏิบัติตนเป็นคนดี ในผลงานของท่านก็เช่นกัน ต้องแสดงออกซึ่งความดีงาม ถูกต้อง บริสุทธิ์ ความดีและแสงสว่าง

          เมื่อศีลธรรมของสังคมมนุษย์ได้ตกต่ำลงมาถึงขั้นนี้ ทัศนคติของมนุษย์ก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างนี้ อย่างนั้น พัฒนามาจนถึงขั้นนี้แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกให้คนหวนกลับมาด้วยตัวเอง ไม่ว่าใคร ทฤษฎีอะไร วิธีอะไรก็ไม่สามารถทำให้คนกลับไปอีกแล้ว มีเพียงต้าฝ่าเท่านั้นจึงจะทำได้ พวกท่านตามข้าพเจ้ามาเพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิต ในเวลาเดียวกันในความหมายของการช่วยเหลือสรรพชีวิตของเราก็ครอบคลุมไปถึงการผดุงรักษาศีลธรรมของมนุษย์เอาไว้และคนที่ได้รับการช่วยเหลือจะคงอยู่อย่างไรในอนาคต จะดำรงชีวิตอย่างไร มีชีวิตอยู่ในสภาพเช่นไร พูดอีกนัยหนึ่ง ต้าฝ่าตี้จื่อไม่เพียงแต่ช่วยเหลือสรรพชีวิต ยังกำลังบุกเบิกหนทางการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างแท้จริงให้แก่สรรพชีวิตในอนาคตอีกด้วย เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ต้าฝ่าตี้จื่อกำลังทำกันอยู่ในระหว่างการยืนยันความเป็นจริงให้ฝ่า

          ข้าพเจ้าพูดแล้วว่าสามภพจะคงอยู่ตลอดไป มันจะคงอยู่อย่างไร? นี้คือสิ่งที่ข้าพเจ้าจะต้องทำในช่วงเวลาที่ฝ่าปรับโลกมนุษย์ให้ถูกต้อง เช่นกันทุกสิ่งที่ต้าฝ่าตี้จื่อกระทำในวันนี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ก็เป็นการก่อตั้งพื้นฐานให้แก่คนในอนาคต วัฒนธรรมในอนาคต คนในยุคปัจจุบัน ทุกสิ่งทุกอย่างยุ่งเหยิงสับสนไปหมดแล้ว สิ่งที่มนุษย์ดั้งเดิมขนานแท้สมควรมีแทบจะไม่มีเหลือแล้ว สิ่งที่บริสุทธิ์ถูกต้องไม่มีเหลือแม้แต่น้อย ยังโชคดีที่คนโบราณได้ทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมเหลือให้ไว้บ้าง ไม่ได้ถูกทำลายทิ้งไปเสียทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านศิลปกรรม ได้ทิ้งความรู้พื้นฐานเหลือไว้ให้บ้างเพื่อศึกษาเล่าเรียน ซึ่งจะทำให้คนที่ศึกษาวิจิตรศิลป์สามารถยึดกุมสิ่งที่เป็นความรู้พื้นฐานที่สุดได้บ้างในการหวนคืนสู่หนทางแห่งมนุษย์ เช่นนั้น (เรา)จะใช้สิ่งที่พื้นฐานที่สุดเหล่านี้อย่างไรในการเดินสู่ทางของมนุษย์อย่างแท้จริง? (เรา)จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีออกมาอย่างไร? ข้าพเจ้าคิดว่า มีความรู้พื้นฐานเป็นรากฐาน บวกกับความดี ความถูกต้องอย่างแท้จริง ความสวยงามที่บริสุทธิ์ซึ่งต้าฝ่าตี้จื่อได้รับรู้และเข้าใจในระหว่างซิวเลี่ยน ก็สามารถจะแสดงสิ่งที่ดีออกมา

          พูดมาถึงตรงนี้ ข้าพอยากจะกล่าวถึงวิวัฒนาการของมนุษยชาติ และขั้นตอนการพัฒนาของศิลปะของมนุษยชาติตามที่ข้าพเจ้ามองเห็น

          อันที่จริงศิลปะตะวันออกและตะวันตกของมนุษยชาติล้วนมีขั้นตอนของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และเสื่อมถอย ศิลปะตะวันออกและศิลปะตะวันตกนั้นเป็นเส้นทางการเดินสองเส้นที่ต่างกัน นี่เป็นการใช้คำพูดของคน แท้จริงแล้วมันคือรูปธรรมของปรากฏการณ์ทางด้านศิลปะของการดำรงชีวิตของ ชีวิต ณ ระดับชั้นต่ำสุดของแต่ละระบบจักรวาลที่ใหญ่และต่างกันสองอัน --- มนุษย์ก็คือการสะท้อนของสิ่งต่างๆ ของระบบจักรวาลนั้นๆ ณ ระดับชั้นที่ต่ำสุดของมนุษย์ตรงนี้ อันที่จริงในจักรวาลมีนภาใหญ่ต่างๆมากมาย มากมายเหลือหลาย ล้วนแต่เป็นเที่ยนถี่(ร่างจักรวาล)ที่ใหญ่มหึมาและเป็นเอกเทศ ในนภาใหญ่แต่ละอันก็มีโครงสร้างที่พิเศษเฉพาะซึ่งปรากฏออกมาในลีลาท่วงทำนองต่างๆ ของตัวเองอย่างอิสระ ใช้คำพูดของคนก็คือ มีเอกลักษณ์ทางศิลปะต่างกัน เที่ยนถี่(ร่างจักรวาล)ที่ใหญ่มหึมาแต่ละอันก็มีหลักการ(เหตุผล)ต่างๆ ของการรับรู้ถูกต้อง(เจิ้งอู้)จากการเข้าใจในเจิน ชั่น เหยิ่น มูลฐานแห่งหลักการของฝ่า เมื่อเป็นเช่นนี้ระบบเทียนถี่ต่างๆ ก็มีเอกลักษณ์ของความพิเศษของระบบตนเอง ปรากฏรูปธรรมเป็นโครงสร้างของฟ้าดิน(สวรรค์และปฐพี) สภาวะแวดล้อม รูปแบบของชีวิต สิ่งประดับประดาของชีวิต ท่วงทำนองการออกแบบของสิ่งปลูกสร้าง รูปแบบหน้าตาของสัตว์และพืชประเภทต่างๆ เป็นต้น พวกมันล้วนมีรูปแบบวิธีที่พิเศษเฉพาะ ถูกต้องของตัวเองในการแสดงออกซึ่งความสวยงาม รูปแบบวิธีในการถ่ายทอดมิตรภาพ และความรู้คุณ ฉะนั้น ในบรรดาสิ่งสร้างสรรค์ในระบบจักรวาลอันมากมาย รูปแบบวิธีการแสดงออกของชีวิตชั้นต่ำสุดที่สืบทอดมาถึงที่ตรงนี้ของมนุษย์ โดยพื้นฐานมีสองระบบ ซึ่งรวมถึงศิลปะตะวันออกและตะวันตก แต่ในร่างนภาอันใหญ่มหึมา ไม่ใช่มีเพียงสิ่งเหล่านี้ ข้าพเจ้าหมายความว่าที่สืบทอดมาถึงที่ตรงนี้ของมนุษย์มีเพียงสองประเภทเท่านั้น

          พูดถึงระบบศิลปะสองประเภทนี้ของมนุษยชาติ ในวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติทั้งของทางตะวันออกและตะวันตกต่างก็มีขั้นตอนของการสืบทอดต่อๆกัน เป็นพันๆ ปี แต่ท่วงทำนองหรือลักษณะของศิลปะสองประเภทนี้แตกต่างกันอย่างมาก แตกต่างกันทั้งทางด้านวิธีการ รูปแบบของการแสดงออก การให้ความรู้สึก การสัมผัสรับรู้ทางสายตา ในขั้นตอนของการสืบทอด นับตั้งแต่ต้นศิลปะจีนก็ก่อตั้งอยู่บนวัฒนธรรมของกึ่งเทพ พูดอีกนัยหนึ่งคือการเน้นน้ำหนักครึ่งหนึ่งไม่ได้อยู่ที่ชั้นพื้นผิวของมนุษย์ แต่เน้นไปที่ความมีเสน่ห์น่าเคลิบเคลิ้มและความหมายข้างใน ฉะนั้นรวมถึงวัฒนธรรมทั้งหมด ล้วนมีเอกลักษณ์แสดงออกมาเช่นนี้ โดยเฉพาะทางด้านวิจิตรศิลป์ จะไม่เน้นการถ่ายทอดในรายละเอียดของชั้นพื้นผิวมากนัก จะเน้นถ่ายทอดนัยความคิด ถ่ายทอดความหมายข้างใน ศิลปะตะวันตกเช่นกันเป็นสิ่งที่เทพสืบทอดให้แก่มนุษย์ แต่ของเขา เน้นน้ำหนักไปที่วัฒนธรรมชั้นพื้นผิวของมนุษย์ เน้นความโดดเด่นทางวิธีการไปที่ความเลอเลิศ ความแม่นยำถูกต้อง ความละเอียดประณีต งานฝีมือที่เหมือนของจริง เน้นน้ำหนักไปที่การสำแดงความสามารถทางเทคนิค ณ มิติชั้นพื้นผิวของมนุษย์ ฉะนั้นในผลงานของวิจิตรศิลป์ การแสดงออกของชั้นพื้นผิวของวัตถุจึงละเอียดประณีต ถูกต้องและแม่นยำอย่างยิ่ง ดังนั้นลักษณะท่วงทำนองของศิลปะตะวันตกและของจีนจึงเป็นสองเส้นทางที่ต่างกัน ในขั้นตอนของการพัฒนา ศิลปะตะวันตกนั้นเป็นสิ่งที่ตกทอดมาจากอารยธรรมครั้งก่อน แท้จริงแล้วศิลปะตะวันตกสืบสานต่อๆ กันมาในรูปแบบของศาสตร์วิชาแขนงหนึ่งนับแต่อารยธรรมหลายยุคที่แล้ว มีโรงเรียน มีทฤษฎี มีการฝึกอบรมที่เป็นแบบแผน ฉะนั้นมันเดินมาตามทางสายนี้มาโดยตลอด แต่การสืบสานต่อกันของศิลปะตะวันออกนั้น สืบทอดต่อกันในหมู่ประชาชนตลอดมา สืบทอดต่อๆ กันในหมู่บัณฑิต ช่างฝีมือ และในหมู่ผู้แสวงเต๋า ไม่มีระบบทางทฤษฎี ไม่มีโรงเรียน ไม่มีการฝึกอบรบที่เป็นแบบแผน การแสดงออกทางชิ้นงานต้องอาศัยประสบการณ์ของคนทั้งสิ้น โดยเฉพาะชิ้นงานปั้นสลัก สืบเนื่องจากเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของคนจีน สิ่งที่สะท้อนออกมาจากภาพวาดและงานปั้นสลัก โดยพื้นฐานก็คือการสำแดงอุปนิสัยทางวัฒนธรรมของคนจีน โดยไม่รู้ตัวก็กำลังแสดงออกซึ่งนัยความคิด ฉะนั้นดูอย่างนี้ วิธีในการแสดงออกจึงแตกต่างกันอย่างมาก ดูจาก ณ ชั้นพื้นผิวที่สุดของมนุษย์ ในด้านวิธีการวิจิตรศิลป์ตะวันตกนั้นมีความละเอียดประณีตอย่างยิ่ง กำหนดให้ต้องมีความแม่นยำถูกต้องในเรื่องความสว่างและความมืด โครงสร้าง รูปทรงมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างของร่างกายมนุษย์นั้นถ่ายทอดออกมาได้ถูกต้องแม่นยำมากๆ แต่ในศิลปะโบราณของจีน เนื่องจากไม่มีทฤษฎีที่เป็นระบบและการศึกษาวิจัยที่เป็นวิชาเฉพาะ ฉะนั้นจึงทำให้โครงสร้างชั้นพื้นผิวที่สุดของวัตถุ ถ่ายทอดออกมาขาดความถูกต้องแม่นยำเท่าที่ควร

          เส้นทางของศิลปะมักจะดำเนินจากระยะแรกของมันไปสู่จุดสุดยอดแล้วตกลงมาเสมอ วัฒนธรรมทั้งหมดของมนุษยชาติก็เดินตามทิศทางแบบนี้เช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างของมนุษยชาติล้วนอยู่ท่ามกลางการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมถอยและดับสูญ อันเป็นคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลในอดีต ฉะนั้นเมื่อศีลธรรมของมนุษย์มาถึงจุดที่ไม่ไหวแล้ว เมื่อทุกสิ่งไม่ไหวแล้วก็ต้องตั้งต้นกันใหม่ สำหรับมนุษยชาติก็คือภัยพิบัติ ทุกสิ่งทุกอย่างสิ้นสุดลงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ดำเนินสู่จุดสุดยอดแล้วตกลงมาอีก หมุนครบรอบแล้วเริ่มหมุนรอบใหม่

ศิลปะโบราณของจีน เนื่องจากไม่มีระบบของการวิจัยและการศึกษาเป็นเฉพาะสาขาวิชา โดยพื้นฐานการควบคุมในเรื่องรูปทรงมิติของร่างกายคนและวัตถุจึงทำได้ไม่แม่นยำ หลังจากปลายราชวงค์ชิงคนที่ทำงานวิจิตรศิลป์ของจีน ก็ได้เรียนรู้ความชำนาญในวิชาพื้นฐานของวิจิตรศิลป์ตะวันตกเป็นจำนวนมาก รูปลักษณ์ภายนอกของชิ้นงาน ณ ชั้นพื้นผิวจึงมีความถูกต้องแม่นยำ จึงมีผลงานเช่นนี้ออกมาบ้าง แต่เมื่อมาถึงยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศจีนก็ได้รับอิทธิพลจากสำนึกสมัยใหม่ ยิ่งนานวันผลงานจึงแย่ลงแย่ลงเรื่อยๆ ทัศนคติจะเปลี่ยนแปลงเมื่อสำนึกของคนเปลี่ยนไป หากเจิ้งเนี่ยนของคนไม่ทำหน้าที่บัญชาการ คอยพึ่งพาแต่ความรู้สึกจากสำนึกชั้นพื้นผิวของคนเสียทั้งหมด โดยไม่ใช่ความเข้าใจรับรู้ของความคิดแท้จริง(เจินเนี่ยน) ไม่ไตร่ตรองอย่างมีสติแจ่มชัดด้วยตัวเองอย่างแท้จริง นั่นก็เสมือนหนึ่งไม่มีจิตวิญญาณ สำนึกของคนนั้นก่อเกิดภายหลังกำเนิด ณ ชั้นผิวของคน ปรากฏออกมาเป็นปฏิกิริยาต่อสิ่งต่างๆ ของใต้สำนึก สำนึกนั้นไม่หนักแน่นมั่นคง เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไข สภาวะภายนอก และการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในสังคม หากพึ่งพา(อาศัย)แต่สิ่งเหล่านี้เสียทั้งหมดเท่ากับไม่มีความคิดของตัวเอง(จู่เนี่ยน) และไม่มีระบบ ไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน ไม่มีเจิ้งเนี่ยน ไม่มีตัวเองอย่างแท้จริง สิ่งที่ทำออกมาภายใต้สภาวะของสำนึกแบบนี้ก็คือสิ่งที่เรียกกันว่าศิลปะสมัยใหม่ ผลงานวิจิตรศิลป์สมัยใหม่ แรกเริ่มที่มีความนิยมในสิ่งของประเภทนี้ คือการปรากฏออกมาของสำนักประทับใจ (impressionist) และของสำนักนามธรรม(abstractionist) ของตะวันตกในช่วงแรกๆ ถ้าท่านดูสิ่งเหล่านั้นด้วยจิตใจสงบ รับรองว่ามันเหมือนทำออกมาจากทัศนคติ ณ ชั้นพื้นผิวของคนโดยที่ความคิดแท้จริง(เจินเนี่ยน)ของคนไม่อยู่ มันไม่เป็นระบบ ไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน ไม่เป็นระเบียบ ไม่ปะติดปะต่อ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ถ่ายทอดคืออะไร ไม่ให้ความรู้สึกที่สวยงามแก่คน ทำไปตามสำนึกชั้นพื้นผิวของคน ในเวลานั้นผลงานเหล่านั้นที่พวกเขาทำออกมา เห็นเป็นรูปจมูกเบี้ยว ใบหน้าครึ่งหนึ่ง ขาข้างหนึ่งงอกออกจากลำตัวด้านหลัง ตั้งแต่ต้นสิ่งเหล่านี้ก็คือทำออกมา โดยที่คนได้ละทิ้งความคิดของตัวเอง(จู่เนี่ยน)และเจิ้งเนี่ยน เป็นผลิตผลซึ่งทัศนคติภายหลังกำเนิดของคนบงการ(ควบคุม)แขนขาและร่างกายคนให้ทำออกมา การละทิ้งสำนึกหลักโดยปล่อยให้ทัศนคติของคน ณ ชั้นพื้นผิวบรรเลงไปตามใจชอบจึงจะสามารถทำสิ่งเหล่านี้ออกมาได้ การปรากฏของสิ่งเหล่านี้ได้บ่อนทำลายศิลปะตะวันตก ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งสุดยอดสมบูรณ์แบบของมนุษยชาติทั้งหมด ในช่วงหลังนี้อิทธิพลนั้นได้แพร่มาถึงประเทศจีน

นี่ยังเป็นเพียงช่วงแรกของศิลปะสมัยใหม่ เพราะเมื่อศีลธรรมของสังคมเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ ทัศนคติของคนจะไม่หยุดอยู่ตรงนั้น มันก็ลื่นไหลตามลงมา สิ่งเหล่านั้นของสำนักประทับใจ (impressionist) และของสำนักนามธรรม (abstractionist) ระยะแรกไม่ให้ความสนใจต่อความถูกต้องแม่นยำของรูปทรงมิติ รอยต่อของแสงสว่างกับความมืด และความถูกต้องแม่นยำของโครงสร้างอย่างสิ้นเชิง มุ่งแสวงหาแต่สิ่งที่เรียกกันว่าความรู้สึกส่วนบุคคลกันมากขึ้นมากขึ้น เข้าใจอย่างผิดๆ โดยเห็นการหลงระเริงอย่างไร้เหตุผลแบบนี้เป็นการปลดปล่อยความเป็นมนุษย์ของตน นี่เป็นการยับยั้งจิตดั้งเดิมของตนอย่างแท้จริง ปล่อยให้สำนึกภายหลังกำเนิดหลงระเริงแบบไม่มีตัวเอง ไม่มีตัวจริงของฉัน การให้สี ละเลงอย่างหนักหน่วงฉูดฉาด หลงระเริงอยู่ในความรู้สึกในแบบซึ่งทัศนคติด้านความคิดด้วยเหตุด้วยผลไม่แจ่มชัดอย่างสิ้นเชิง และทัศนคตินั้นก่อเกิดภายหลังคนกำเนิด มันไม่ใช่ความคิดแท้จริงของคน มันไม่เป็นระเบียบ ไม่มีมาตรฐาน ไม่เป็นระบบ ดังนั้นสิ่งที่มันละเลงออกมาจึงเป็นอย่างนี้ มองดูไม่ผสมผสานสอดคล้องอย่างสิ้นเชิง มาถึงช่วงหลังเมื่อทัศนคติด้านศีลธรรมของมนุษย์ตกต่ำลงไปอีก มันก็เข้าสู่สำนึกที่ต่ำยิ่งกว่าระดับมาตรฐานแบบหนึ่ง และสำนึกที่ต่ำกว่าระดับมาตรฐานแบบนี้จึงไม่ใช่เพียงทัศนคติเท่านั้นแล้ว เมื่อความคิดตัวเอง(จู่เนี่ยน)ของคน ตัวจริงของฉันละทิ้งที่จะควบคุมชั้นพื้นผิวของคน สิ่งมีชีวิตจากภายนอกก็จะฉวยโอกาสจู่โจมเข้าไป เมื่อมาถึงขั้นนี้สำนึกจากภายนอกก็เข้าควบคุมสมองในร่างกายคนเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจึงได้ปรากฏการแสดงออก(ทางศิลปะ)ซึ่งมีสีสันหนักมากขึ้น มืดครึ้มมากขึ้น แสงก็มืดขมุกขมัว ช่างเป็นสภาวะจิตที่สะท้อนจิตมนุษย์ที่ซึมเศร้าโดยสิ้นเชิง เมื่อตกต่ำลงไปอีก บวกกับถูกกระตุ้นจากความอยากมีชื่อเสียงและผลประโยชน์ในสังคม และแสวงหาการละทิ้งตัวเองให้หมดสิ้น ถึงเวลานี้ทัศนคติภายหลังกำเนิดก็ไม่เอาแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ร่างกายที่ปราศจากตัวเองโดยสิ้นเชิง ร้อยทั้งร้อยก็จะถูกควบคุมโดยสำนึกจากภายนอก และสำนึกจากภายนอกเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็คือสิ่งมีชีวิตในยมโลก ส่วนใหญ่เป็นผีและวิญญาณ นี่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์สวรรค์เมื่อศีลธรรมมนุษย์เสื่อมถอย ในเวลาที่นักเขียนภาพถูกสิ่งมีชีวิตที่มืดมนควบคุม สิ่งที่วาดออกมา มองดูแล้วสิ่งที่ถ่ายทอดก็คือยมโลกและวัตถุในยมโลก ภาพวาดจำนวนมากมองดูก็คือภาพร่างของโลกของผี ขมุกขมัว มืดๆ เลอะเลือนไม่ชัดเจน ภาพของสิ่งที่เรียกว่าคนก็คล้ายวิญญาณภูตผี ปฐพีในยมโลก ท้องฟ้าในยมโลก ความรู้สึกอย่างนี้เหตุใดคนจึงรู้สึกว่ามันดี? นี่ไม่ใช่เป็นเพราะคนไม่มีเจิ้งเนี่ยนหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่เป็นการแสวงหาความมืดมนหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่เป็นเพราะศีลธรรมของมนุษยชาติตกต่ำอย่างใหญ่หลวงหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่เป็นเพียงการที่คนเดินไปสู่มิติในชั้นที่ต่ำยิ่งกว่ามนุษย์เท่านั้น เพราะศีลธรรมของมนุษยชาติยังคงไถลต่ำลงไปอีก มาถึงวันนี้ ศิลปะได้กลายเป็นสิ่งที่จะสะท้อนจิตมารของมนุษยชาติอย่างแท้จริงแน่นอน ศิลปะได้เดินสู่การลบลู่ต่อความศักดิ์สิทธิ์ของศิลปะ กลายเป็นเครื่องมือสำหรับปลดเปลื้องจิตมารอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่แสดงออกมาล้วนแต่เป็น ภูต มาร ผี ปีศาจทั้งสิ้น ตัวศิลปินเองก็ยอมรับว่าเป็นขยะทั้งสิ้น แต่ท่ามกลางกระแสนิยมในสิ่งที่เรียกกันว่าศิลปะคนกลับเห็นว่ามันมีคุณค่าที่สุด ขยะจะมีคุณค่าที่สุดได้อย่างไร? เพราะทัศนคติของคนกลับตาลปัตรไปเสียแล้ว เข้าใจว่าขยะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

          นี่คือประวัติศาสตร์ของวิจิตรศิลป์ของมนุษยชาติ เมื่อครู่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงขั้นตอนในส่วนสำคัญ จากนี้ข้าพเจ้าจะเริ่มพูดจากศิลปะตะวันตก ทุกท่านทราบไหม? ในสงครามโลกครั้งที่สอง เหตุใดประเทศฝรั่งเศสจึงถูกให้เป็นฝ่ายแพ้สงคราม? คนฝรั่งเศสไม่มีความสามารถจะทำสงครามหรือ? ชนชาตินี้ในอดีตไม่ใช่เคยมีวีรบุรุษเช่น นโปเลียน พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 หรอกหรือ? ชนชาตินี้มิใช่ก็เคยมีประวัติศาสตร์ที่เกรียงไกรหรอกหรือ? แท้จริงแล้วสงครามของมนุษยชาตินั้นเทพเป็นผู้ควบคุม ให้อุบัติขึ้นอย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่เกิดขึ้นตามความต้องการของมนุษย์ ฝรั่งเศสไม่ได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองโดยตรง เป้าหมายของเทพคือ ต้องการจะรักษาผลงานศิลปกรรมของอารยธรรมมนุษยชาติครั้งนี้ที่มีอยู่ในประเทศฝรั่งเศสเหล่านั้น นั้นก็เป็นความเกรียงไกรที่สุด สิ่งที่มีค่าแก่ความภูมิใจมากที่สุดของมนุษยชาติ และเป็นศิลปะดั้งเดิมขนานแท้สมบูรณ์แบบที่สุดของมนุษยชาติอย่างแท้จริง ถ้าหากมีการทำสงคราม(ที่นั่น) ผลงานศิลปกรรมที่เก็บรักษาอยู่ในพระราชวังลูฟวร์และพระราชวังแวร์ไซส์เป็นต้นก็คงถูกทำลายหมดไปแล้ว ศิลปะตามท้องถนนของกรุงปารีสเหล่านั้นก็คงไม่มีเหลือ เป็นเทพที่ต้องการเหลือสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ไว้ให้แก่มนุษย์ จุดประสงค์เพื่อว่าในอนาคตมนุษย์ยังสามารถใช้เป็นสิ่งอ้างอิงและค้นหาศิลปะของตัวเองกลับคืนมา ต้าฝ่าตี้จื่อก็สามารถหาทางกลับมาจากพื้นฐานความชำนาญที่มีอยู่ในศิลปะดั้งเดิมขนานแท้เหล่านี้

          ศิลปะตะวันตก ในระหว่างอารยธรรมหลายๆ ครั้งในอดีต ด้วยการเรียนรู้ในศาสตร์วิชา คนก็พัฒนาจนสุกงอมขึ้นมาอีกครั้ง แล้วเดินกลับไปสู่หนทางของอารยธรรมครั้งก่อน แต่หลังจากที่อารยธรรมครั้งก่อนถูกทำลายไป ก็จะปรากฏช่วงเวลาซึ่งความรู้พื้นฐานยังไม่สุกงอม ทุกท่านอาจเห็นได้จากในผลงานวิจิตรศิลปะตะวันตก อย่างเช่นผลงานก่อนการเฟื่องฟูของศิลปวรรณคดีและผลงานในช่วงของการเฟื่องฟูของศิลปวรรณคดี ผลงานในช่วงหลังจากการเฟื่องฟูของศิลปวรรณคดีและสิ่งที่เป็นของสมัยใหม่ มีขั้นตอนเป็นเช่นนี้ ก่อนการเฟื่องฟูของศิลปวรรณคดี ดูในภาพรวม มาตรฐานทางศิลปะของผลงานอยู่ในระดับที่ไม่สุกงอมอย่างมาก การประกอบภาพ โครงสร้าง สัดส่วน การให้สีเป็นต้น ทุกท่านก็เห็นแล้วว่ามันไม่สุกงอมเลย ไม่ว่าจะเป็นการวาด การปั้นสลัก ล้วนแต่ไม่สุกงอม แต่แล้วคนก็ได้ขุดพบเศษซากของอารยธรรมครั้งก่อนจากวัตถุโบราณที่ขุดขึ้นพบในตะวันตก บ้างก็เป็นรูปปั้นสลักของเทพ และยังมีงานปั้นสลักอื่นๆ จากอารยธรรมกรีกโบราณครั้งที่แล้ว ล้วนแต่เป็นผลงานที่สุกงอมและสมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง เนื่องจากมีพื้นฐานของอารยธรรมเหล่านี้ ศิลปะตะวันตกจึงสุกงอมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งอย่างรวดเร็ว เพราะมีของในอดีตสามารถจะศึกษา เปรียบเทียบ จึงสุกงอมขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว มาถึงช่วงหลังจากการเฟื่องฟูของศิลปวรรณคดี การปรากฏของลีโอนาโด ดาร์วินชี่ และศิลปินเหล่านั้น อันที่จริงเป็นความตั้งใจของเทพที่ต้องการให้พวกเขานำพาคนเดินไปสู่ความสุกงอมทางศิลปะ บอกกล่าวให้คนทำผลงานอย่างไรให้สำเร็จ ฉะนั้นในเวลานั้นผลงานของพวกเขาจึงมีอิทธิพลต่อมนุษย์ชาติอย่างมาก แต่ศิลปะสมัยใหม่ในยุคหลังก็เป็นการจัดเตรียมโดยเทพบางจำพวก ก็คือกลุ่มอิทธิพลเก่าที่ก่อกวนการเจิ้งฝ่าในวันนี้ เหตุใดจึงมีคนอย่างแวนโกะปรากฏออกมา? เหตุใดจึงมีคนอย่างปีกัสโซปรากฏออกมา? คนเหล่านี้ก็เป็นพวกมันที่จัดเตรียมให้มา แต่ให้ก่อผลในด้านลบ จุดประสงค์คือเมื่อศีลธรรมของมนุษยชาติตกต่ำลงไป ก็ต้องการให้วัฒนธรรมทั้งปวงของมนุษยชาติเสื่อมถอยไปในเวลาเดียวกัน ดังนั้นสองคนนี้มาเพื่อทำให้ศิลปะของมนุษยชาติยุ่งเหยิงสบสน คือมีจุดประสงค์เพื่อบ่อนทำลายศิลปะของมนุษยชาติ เป็นการมาเพื่อทำลายวัฒนธรรมของมนุษยชาติโดยสิ้นเชิง จากรากฐานของสิ่งที่เรียกกันว่าสำนักสมัยใหม่ (modernism) ที่พวกเขาก่อตั้งขึ้นในระยะแรก ศิลปะของมนุษยชาติจึงได้เดินมาสู่สภาพของจิตมารเช่นนี้ในวันนี้

ครั้งแรกที่ศิลปะดั้งเดิมขนานแท้ถูกโจมตีจากสิ่งที่เรียกว่าสำนักประทับใจ (impressionist)นั้น เป็นเวลาเดียวกับที่เทคนิคการถ่ายภาพปรากฏออกมาพอดี ในการพูดโจมตี คำโต้แย้งที่ธรรมดาที่สุดจากคนของฝ่ายที่เรียกว่าสำนักประทับใจ (impressionist) คือ “ต่อให้ท่านวาดได้ถูกต้องแม่นยำอย่างไร จะถูกต้องแม่นยำได้เท่ากับภาพถ่ายหรือ ด้วยเหตุนี้จึงปฏิเสธที่จะวาดวัตถุสิ่งของให้เหมือน วาดให้สมจริง วาดตามแบบดั้งเดิมขนานแท้และอย่างถูกต้องแม่นยำ อันที่จริงศิลปะดั้งเดิมขนานแท้สำหรับคนแล้ว เป็นการแสวงหาความสมบูรณ์แบบที่สูงด้วยคุณภาพ และไม่มีขอบเขตจำกัด มิติของศิลปะดั้งเดิมขนานแท้มีความหมายกว้างอย่างยิ่ง เพราะผลงานที่สำเร็จชิ้นหนึ่งไม่เพียงแต่ต้องเหมือนของจริงเท่านั้น แท้จริงแล้วยังห่อหุ้มด้วยประสบการณ์ชีวิตและอุปนิสัยส่วนตัวของศิลปิน สิ่งต่างๆ ที่ศิลปินเคยข้องเกี่ยวและสัมผัสมาในชีวิต ความรู้และความสามารถทางเทคนิคในแต่ละสาขาวิชาและทุกๆ ด้านที่เขามีความเชี่ยวชาญในชีวิต ล้วนแต่ถ่ายทอดอยู่ในผลงานของเขา ดังนั้นสิ่งของอย่างเดียวกัน ในผลงานแต่ละคนจะถ่ายทอดออกมาไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องให้สี ลีลาความรู้สึกไปจนถึงระดับความเชี่ยวชาญทางเทคนิค เนื่องจากแต่ละคนมีประสบการณ์ของชีวิตต่างกัน อุปนิสัยของศิลปินมีเอกลักษณ์ต่างกัน ล้วนทำให้ผลงานแตกต่างกัน และสิ่งที่จะต้องแสดงออกมาคือ โลกแห่งความหลากหลายและชีวิตในอาณาจักรเขตแดนที่สูงขึ้นไปอีก กระทั่งปรากฏการณ์ที่ดีงามของเทพและโลกของเทพ ฉะนั้นจึงเป็นทางสายใหญ่ที่สว่างไสวไร้ขอบเขตจำกัด ตามปกติศิลปินที่วาดได้ดี ปั้นแกะสลักได้ดี เนื่องจากคนจำนวนส่วนใหญ่จะพุ่งความคิดไปที่ผลงานของตัวเอง ดังนั้นคนส่วนใหญ่ไม่ชำนาญในการพูด ในขณะที่คนที่วาดได้ไม่ดี ปั้นแกะสลักได้ไม่ดีกลับพูดเก่ง สิ่งที่พูดล้วนแต่เป็นคำพูดที่รุนแรงและเหตุผลที่บิดเบือน ศิลปะดั้งเดิมขนานแท้จึงถูกหักล้างลงไปจริงๆ ด้วยข้อโต้เถียงของการใช้เทคนิคการถ่ายภาพ และสถานการณ์จึงค่อยๆ เดินสู่สภาพในทุกวันนี้ แน่นอน ในตอนแรกที่ศิลปะดั้งเดิมขนานแท้จะถูกหักล้างนั้น คนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิจิตรศิลป์ คนที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับวิจิตรศิลป์เลยนั้น ไม่สามารถจะทำได้ ดังนั้นจึงจัดเตรียมให้บุคคลที่เป็นตัวแทนของสำนักสมัยใหม่ (modernism) สองสามรายได้เรียนรู้ความรู้พื้นฐานในวัยเด็กในตอนแรกเสียก่อน เช่นนี้จึงสามารถทำให้คนในโลกสบสนหลงผิดกันมากยิ่งขึ้น

          จากการโต้เถียงระหว่างสายสถาบันศึกษา สำนักประทับใจ (impressionist) และสำนักนามธรรม (abstractionist) ในระยะแรก จากการตกต่ำเสื่อมถอยของศีลธรรมมนุษยชาติและทัศนคติถึงขั้นปฏิเสธความศักดิ์สิทธิ์ของศิลปะอย่างแท้จริงของมนุษยชาติ และเพื่อความอยู่รอด ศิลปินในสายดั้งเดิมขนานแท้จึงยืนหยัดยึดครองได้มิติ(พื้นที่)ที่เล็กๆ ปัจจุบันนี้ศิลปะดั้งเดิมขนานแท้ถูกเรียกว่า “สำนักเขียนภาพจริง”(realism) ในอดีตไม่มีคำพูดเช่นนี้ จุดประสงค์ที่เทพให้ศิลปะแก่คนก็เพื่อให้คนสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ดีและสวยงามที่มนุษยชาติเลื่อมใสศรัทธา นี้จะส่งผลบวก(ดี)ต่อศีลธรรมของมนุษยชาติ เนื่องจากการเสื่อมถอยของศีลธรรมมนุษยชาติ ศิลปะดั้งเดิมขนานแท้ของมนุษยชาติกลับถูกกระแสนิยมของการปลดปล่อยจิตมารเบียดออกมาจากห้องโถงของสถาบันศึกษา เพื่อความอยู่รอดศิลปะดั้งเดิมขนานแท้จึงได้กลายมาเป็น“สำนักเขียนภาพจริง”(realism) คำว่าเขียนภาพจริงจึงมีความเป็นมาเช่นนี้

          ปัจจุบันทุกสิ่งทุกอย่างของมนุษยชาติล้วนแต่เดินไปในทิศทางตรงกันข้ามอย่างนี้ พวกท่านรู้สึกไหม? พวกที่ไม่รู้วิธีการออกเสียง ไม่เข้าใจหลักการดนตรี ไม่มีความรู้พื้นฐานของการเต้นรำก็กลายเป็นดารานักร้อง ดารานักเต้นระบำ ศิลปินแท้จริงทั้งหลายกลับไม่อาจจะหาเลี้ยงชีพ แม้แต่คนที่รู้วิธีตัดผมก็ถูกขับออกไปตั้งร้านตามข้างถนน ส่วนคนไม่รู้วิธีตัดผมกลับได้อยู่ในร้านทำผมที่หรูหรา ทุกสิ่งทุกอย่างของมนุษยชาติล้วนกำลังลื่นไหลตกต่ำลงไปยังทิศทางตรงกันข้าม ล้วนกำลังเดินไปสู่การเสื่อมถอยอย่างนี้ ขณะที่สิ่งที่เรียกว่าสำนักสมัยใหม่ (modernism) ซึ่งก่อนหน้านี้แสวงหาความรู้สึกสัมผัสของส่วนบุคคลอะไรประเภทนั้น ต่อมาภายหลังได้เดินสู่การสูญเสียการควบคุมตัวเอง ปัจจุบันนี้มาถึงขั้นที่มอบตัวเองให้ผีควบคุม อย่างนี้ยังจะสามารถทำสิ่งที่ดีออกมาได้อีกหรือ? หยิบเอาของสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าของสำนักสมัยใหม่ (modernism)ออกมาแขวนไว้ตรงนั้นแล้วบอกให้ทุกคนดู “โอ้ ท่านดูภาพนี้วาดได้ดีเพียงใด ถ้าเขาไม่พูดให้ฟัง ใครก็ไม่รู้ว่าที่เขาพูดว่าดีนั้นมันดีที่ตรงไหน และสิ่งที่เขาบอกว่าดีกลับเป็นจิตมาร ยิ่งกว่านั้นยังสำแดงถึงความไม่ประสาในศิลปะอย่างน่าขัน ถ้าความคิดของท่านไม่ตามเขาเข้าไปในจิตมารของเขา ท่านก็ไม่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่เขาบอกว่าดีนั้นคืออะไร แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นล้วนแต่เป็นขยะที่เป็นอันตรายต่อคนทั้งสิ้น

แน่นอนคนจำนวนมากจะแห่ไปตามกระแสนิยม ประชาชนส่วนใหญ่นั้นไม่เข้าใจในสิ่งเหล่านั้นของสำนักสมัยใหม่ (modernism) ท่านบอกว่านี่ล้วนแต่เป็นขยะ คนพวกนั้นที่ทำสิ่งเหล่านี้ก็จะบอกว่ายิ่งเหมือนขยะซิยิ่งดี ทุกท่านต่างได้ยินคนพูดแล้วว่า ประเทศจีนมีคนที่เรียกว่าศิลปินคนหนึ่งกินเนื้อของเด็กที่ตายแล้ว ก่อนหน้านี้เคยได้ยินรายงานข่าวไม่ใช่หรือ? ก็คือแสวงหาจิตมารจึงได้ดำเนินมาถึงขั้นนี้ สิ่งเหล่านี้พัฒนาต่อไปมันไม่น่ากลัวหรอกหรือ? ศิลปะของมนุษยชาติเป็นเช่นนี้ต่อไปจะกลายเป็นอะไรนั้น อันที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องพูดกันแล้ว

          ข้าพเจ้าจะพูดต่ออีกหน่อยว่าอะไรคือสิ่งที่ศิลปะของมนุษยชาติควรแสดง ศิลปะมนุษยชาติมีเพื่อจะแสดงตัวมนุษย์เองหรือ? หรือมีเพื่อจะแสดงภูเขา น้ำ วิวทิวทัศน์? หรือมีเพื่อจะแสดงเทพ? หรือผี? ต้องรู้ว่าศิลปะอย่างแท้จริงของมนุษยชาติมีปรากฏครั้งแรกในโบสถ์ของเทพ จุดประสงค์อีกประการหนึ่งที่เทพถ่ายทอดวัฒนธรรมประเภทนี้ให้แก่มนุษย์ก็คือ เพื่อให้มนุษย์ได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่สง่างามของเทพ ให้เชื่อว่าดีชั่วย่อมได้รับผลกรรมตอบแทน ทำชั่วจะได้รับกรรมตามสนอง คนดีจะได้ความสุขตอบแทน ผู้บำเพ็ญจะขึ้นสวรรค์ การปรากฏของศิลปะตะวันตกทั้งหมดเริ่มต้นจากในโบสถ์ รูปปั้นของตะวันออกในสมัยแรกๆ เกือบจะทั้งหมดเป็นรูปปั้นสลักของเทพ ภาพวาดที่เก่าแก่ที่สุด ในสมัยแรกสุดที่สืบทอดต่อๆ กันมาในประเทศจีนก็ล้วนแต่เป็นภาพวาดของเทพ มนุษย์วาดเทพมีขอบเขตจำกัดไหม? ไม่มีขอบเขตจำกัด จักรวาลที่กว้างใหญ่ ทั้งหลายทั้งปวงในนภาจักรวาลอันมหึมา ในเวลาที่มนุษย์นับถือเทพอย่างจริงๆ เวลาที่คิดจะถ่ายทอดเทพออกมาจริงๆ เทพจะปรากฏออกมาให้มนุษย์ได้เห็น นั่นเป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบที่สุด ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด และก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ใฝ่หาและเป็นที่พักพิงที่สมบูรณ์แบบที่สุด ผลงานที่ถ่ายทอดออกก็จะไร้ขอบเขตจำกัด

          ทุกท่านทราบ ถ้าคนจะวาดเทพก็ต้องใช้คนเป็นแบบ เรื่องนี้ไม่มีปัญหา เพราะเทพสร้างมนุษย์ตามรูปลักษณ์ของตนเอง การเอาคนมาใช้เพื่อฝึกฝนความรู้พื้นฐานนั้นไม่มีปัญหา คนวาดคนก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ทำได้ เพราะถึงอย่างไรมนุษย์ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญ(แกนสำคัญ)ของโลก วาดภูเขา น้ำก็ยิ่งไม่ใช่ประเด็น แต่จุดศูนย์รวมของการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของมนุษยชาติควรจะเป็นเทพ เหตุใดจึงพูดอย่างนี้? ทุกท่านลองคิดดู มนุษย์นั้นมีกรรม พวกท่านซึ่งเป็นต้าฝ่าตี้จื่อต่างก็รู้ ทุกสิ่งที่คนวาดล้วนมีองค์ประกอบของตัวคนวาดเองติดอยู่ ในผลงานของศิลปิน สภาพการณ์ทุกอย่างของคนๆนั้น และของคนที่ถูกวาดล้วนติดอยู่บนภาพนั้น คนธรรมดาสามัญคนหนึ่งเพียงขีดเขียนออกมาหนึ่งขีด ข้าพเจ้าก็จะรู้ว่าคนๆนี้เป็นคนอย่างไร เขามีโรคอะไรบ้าง มีกรรมหนักเพียงใด สภาวะความคิด สภาพครอบครัวเป็นต้น และคนที่ถูกวาดอยู่ในภาพ ก็จะแสดงความคิดทั้งหมดของตัวเขาและองค์ประกอบทั้งหมดที่มีอยู่ในตัวเขาออกมาอย่างเต็มที่ รวมถึงกรรมมากหรือน้อย เมื่อใครนำภาพวาดของคนๆนี้ไปแขวนในบ้าน เช่นนั้นกรรมของคนที่อยู่ในภาพก็จะสาดส่องออกมา ของอย่างนี้แขวนไว้ในบ้าน มันจะเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษกับคนๆนั้นล่ะ? กรรมเป็นสิ่งสามารถสาดส่องออกมา เขาและคนๆนั้นเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน และมันจะพรั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสายและสาดส่องอยู่ในบ้านของคนที่แขวนภาพ คนมองไม่เห็นถึงการเชื่อมต่อเข้าด้วยกันของวัตถุ อันที่จริงคนจะรู้สึกไม่สบาย

          แต่ถ้าคนจะวาดเทพ ทุกท่านลองคิดดู เทพคือแสงสว่าง ยิ่งใหญ่สง่างาม สาดส่องพลังงานที่เมตตากรุณา ซึ่งให้ประโยชน์ต่อคน และคนที่วาดและปั้นสลักก็จะได้รับประโยชน์ระหว่างขั้นตอนของการทำผลงานให้สำเร็จลุล่วง ในเวลาเดียวกันในระหว่างสร้างสรรค์ศิลปกรรมของเทพ คนที่ทำก็จะเกิดซั่นเนี่ยน(ความคิดดีงาม) อีกทั้งเทพอาจจะช่วยเสริมสร้างเจิ้งเนี่ยนของเขาให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น กำจัดกรรมและกรรมแห่งความคิดจากร่างกายของคนที่ทำ ผลงานอย่างนี้คนดูแล้วก็จะได้ประโยชน์ จิตใจจะเปิดกว้าง ในความคิดจะมีซั่นเนี่ยน(ความคิดดีงาม) ทำให้คนมีบุคลิกสูงส่ง เมื่อเทพเห็นว่าคนมีเจิ้งเนี่ยนแล้ว ก็จะช่วยแก้ไขอันตรายและทุกข์ภัยให้แก่คน อันไหนจะเป็นการดีสำหรับมนุษย์? ข้าพเจ้าชอบที่จะดูผลงานดั้งเดิมขนานแท้เหล่านั้น ภาพจิตรกรรมบนเพดาน ตามผนังกำแพงที่เกี่ยวกับเทพเหล่านั้น ยังมีรูปปั้น รูปแกะสลักของเทพเหล่านั้น ดูแล้ว ข้าพเจ้ามักจะรู้สึกว่ายังมีความหวังที่มนุษยชาติจะเดินกลับมา เพราะผลงานเหล่านั้นแสดงถึงความยิ่งใหญ่สง่างามของเทพ และเทพที่อยู่ฝั่งนั้นของรูปปั้นเทพก็กำลังแผ่เมตตาให้แก่คนอยู่จริงๆ ฉะนั้นจากข้อเปรียบเทียบเหล่านี้ ทุกท่านรู้สึกหรือไม่ว่าศิลปะของมนุษยชาติสมควรจะแสดงสิ่งที่เกี่ยวกับเทพเป็นหลัก?

          แน่นอน ศิลปะในสังคมปัจจุบันไม่จำกัดอยู่ที่ภาพวาด งานปั้นแกะสลักเท่านั้น ยังมีหัตถกรรม การโฆษณา เสื้อผ้าอาภรณ์ ศิลปกรรมบนเวที การผลิตผลงานทางโทรทัศน์ ภาพยนตร์ งานออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นต้น มีหลากหลายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับศิลปะในทุกๆด้าน พูดอีกนัยหนึ่งล้วนแต่เกี่ยวข้องกับวิจิตรศิลป์ แต่ไม่ว่าจะเป็นอาชีพใดก็ตาม หากคนที่ทำวางรากฐานที่ถูกต้อง ผลงานอะไรที่ท่านสร้างสรรค์ออกมา ก็จะสะท้อนองค์ประกอบที่ถูกต้อง ล้วนแต่มีความสวยงาม ล้วนแต่ดี ล้วนแต่จะเป็นประโยชน์กับคน เป็นเช่นนี้อย่างแน่นอน พูดจากหลักการใหญ่ ศิลปะของมนุษยชาติที่ข้าพเจ้าเห็นก็คือเช่นนี้

          เมื่อครู่ข้าพเจ้าพูดถึงศิลปะตะวันออกและตะวันตกซึ่งก็รวมถึงงานปั้นสลัก พูดถึงงานปั้นสลัก อันที่จริงงานปั้นแกะสลักทางตะวันออก... ข้าพเจ้าก็จะกล่าวถึงความเป็นมาและขั้นตอนประวัติศาสตร์ของมันสักเล็กน้อย จะพูดแต่สภาพการณ์ในอารยธรรมครั้งนี้ ก่อนที่พุทธศาสนาจะเผยแผ่เข้าสู่ประเทศจีน รูปแบบลีลาของงานปั้นแกะสลัก ล้วนแต่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมในรอบที่แล้ว ก็คือในช่วงก่อนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ดังนั้นจึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับรูปแบบลีลาของศิลปะหลังจากที่พุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้าสู่แผ่นดินจีน พูดกันอย่างเข้มงวด งานปั้นแกะสลักของตะวันออก ที่เป็นตัวแทนของอารยธรรมมนุษยชาติในรอบนี้ควรจะเป็นจากผลงานที่แสดงพระพุทธ พระโพธิสัตว์และเทพในพุทธศาสนา ฝีมือการสร้างสรรค์รูปปั้นแกะสลักแบบนี้ในช่วงแรกๆ ได้สืบทอดข้ามมาจากอินเดีย และฝีมือการสร้างสรรค์รูปปั้นสลักของอินเดียนั้นก็ตกทอดมาจากช่วงเวลาที่มีการนับถือพระพุทธ ซึ่งเป็นช่วงก่อนพุทธศาสนาในอินเดียในช่วงเวลานี้ และในช่วงเวลาก่อนหน้าพระพุทธทื่คนอินเดียนับถือนั้น ก็ได้สืบทอดมาถึงอินเดีย จากชาวกรีกโบราณในยุโรปที่นับถือพระพุทธ เพราะสมัยโบราณขึ้นไปอีก ในหมู่ซาวยุโรปมีคนนับถือพระพุทธเป็นจำนวนมาก แน่นอนไม่ใช่จะนับถือพระพุทธกันทั้งหมด ก็มีการนับถือเทพองค์อื่นๆด้วย หลังจากเผยแพร่เข้าสู่อินเดียแล้ว รูปลักษณ์ของพระพุทธและฝีมือการสร้างสรรค์งานปั้นสลักก็เผยแพร่เข้าสู่อินเดีย ดังนั้นฝีมือการปั้นสลักรูปพระพุทธของจีนในระยะแรกๆ โดยพื้นฐานจึงเป็นไปตามแบบของกรีกโบราณ รูปปั้นสลักพระพุทธในสมัยแรกๆ ที่พวกท่านเห็น ส่วนใหญ่จะมีกระบอกตาลึก โหนกคิ้วและเค้าโครงใบหน้าเหมือนกับเค้าโครงใบหน้าของคนตะวันตก คือจมูกตรง เป็นเหลี่ยมดูดีมาก เหตุผลก็คือกรีกโบราณได้เผยแพร่วัฒนธรรมของพระพุทธในสมัยแรกๆ เข้าสู่อินเดีย แล้วเผยแพร่จากอินเดียต่อไปยังประเทศจีนอีก แต่เนื่องจากรูปปั้นแกะสลักล้วนแต่มีองค์ประกอบของตัวคนปั้นสลักติดอยู่ ฉะนั้นหลังจากที่เผยแพร่เข้าสู่แผ่นดินจีนแล้ว ในรูปปั้นแกะสลักต่างๆ รูปลักษณ์ของพระพุทธจึงมีส่วนคล้ายคนจีน อย่างช้าๆ เมื่อเผยแพร่เข้ามาอยู่ในประเทศจีนเป็นเวลานานเข้านานเข้า องค์ประกอบของวัฒนธรรมกรีกโบราณที่เผยแพร่เข้าสู่ประเทศจีนในระยะแรกจึงค่อยๆ จางหายไป และค่อยๆ หันสู่กลิ่นไอท้องถิ่นของจีนมากขึ้น นี้เป็นการพูดจากชั้นพื้นผิวของวัฒนธรรมมนุษยชาติ ยังมีมูลเหตุอีกประการหนึ่ง หลังจากที่พุทธศาสนาเผยแผ่เข้าสู่ดินแดนจีนแล้ว ก็มีฟู่หยวนเสิน(จิตรอง)ของคนบำเพ็ญสำเร็จเป็นพระพุทธ พระโพธิสัตว์เป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากในแผ่นดินจีนในเวลานั้นไม่มีรูปแบบการเรียนการศึกษาที่เป็นระบบ รูปปั้นแกะสลักก็เป็นผลงานของช่างแกะสลักหินและผู้บำเพ็ญเต๋าทั้งสิ้น ฉะนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับรูปปั้นแกะสลักของตะวันตกจึงขาดความชำนาญอย่างมาก โดยพื้นฐานไม่ถูกต้องแม่นยำในเรื่องของสัดส่วนโครงสร้างร่างกาย ฉะนั้นรูปปั้นแกะสลักต่างๆ ของพวกเราคนจีน ไม่ใช่เป็นเอกลักษณ์ของงานของสำนักใด มันเกิดจากความสามารถทางเทคนิคไม่สุกงอม

          เมื่อครู่ข้าพเจ้าได้บรรยาย ขั้นตอนการพัฒนาของศิลปะมนุษยชาติและประวัติความเป็นมาของมันในส่วนสำคัญโดยสรุป ศิลปะในอดีตโดยปกติจะแสดงสิ่งที่เกี่ยวกับเทพ เทพถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้แก่คนก็เป็นการบอกให้มนุษย์รู้ว่า เทพปกป้องคุ้มครองมนุษย์อยู่ หากคนทำดีก็จะได้มรรคผลที่ดี

          โดยปกติ ผลงานของศิลปินล้วนมีสิ่งที่เป็นแกนสำคัญและจุดประสงค์ของการถ่ายทอด พูดถึงระหว่างที่ท่านประกอบสัดส่วนของภาพ จินตนาการให้ภาพเป็นอย่างไร สิ่งที่ท่านต้องการจะถ่ายทอดคืออะไร ล้วนแต่มีความหมายที่ตัวเองต้องการจะถ่ายทอดอยู่ข้างในนั้น หมายความว่ามันมีเรื่องราวโดยตัวมันเอง แต่คนปัจจุบันนี้เวลาดูศิลปะดั้งเดิมขนานแท้ของตะวันตกก็ยังมีปัญหาข้อหนึ่ง โดยเฉพาะผลงานวิจิตรศิลป์ในช่วงเฟื่องฟูของศิลปวรรณคดี เขาดูแต่เพียงวิธีวาด ฝีมือทางเทคนิค คนเหล่านี้ยังต้องเป็นคนที่เข้าใจวิชาความรู้พื้นฐานที่สามารถดูแล้วเข้าใจ แต่มีคนน้อยมากที่จะรู้ว่าสิ่งที่ภาพนี้ถ่ายทอดนั้นคืออะไร ดังนั้นเวลาที่ข้าพเจ้าดูภาพวาดและรูปปั้นสลักต่างๆ ผู้ฝึกที่ยืนอยู่ข้างๆ ข้าพเจ้าก็จะถาม อะไรคือสิ่งที่อยู่ในภาพวาดนี้ ข้าพเจ้าก็บอกพวกเขาว่าสิ่งที่อยู่ในภาพวาดว่าเป็นอะไร แน่นอนพวกท่านทุกคนล้วนแต่ทำงานเกี่ยวกับศิลปะ ต่างก็เข้าใจสิ่งต่างๆมากมาย เช่นนั้นพวกเราน่าจะมาพิจารณาร่วมกัน หาภาพวาดมาสักสองสามภาพมา ข้าพเจ้าจะลองพูดสิ่งที่ถ่ายทอดอยู่ในภาพ และเหตุใดจึงแสดงออกมาอย่างนั้น (เสียงปรบมือ)

          พวกเรานั่งลง เมื่อครู่ข้าพเจ้าได้พูดถึงสิ่งที่แสดงอยู่ในภาพวาดเหล่านี้ ทุกท่านต่างก็เข้าใจในสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดกันแล้ว ข้าพเจ้าอยากให้ต้าฝ่าตี้จื่อรู้ว่าควรจะทำอย่างไร ฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาให้ฟังบ้าง จะดีไหม?


หลี่ หงจื้อ

2003-7-21

 


กลับไปสารบัญ

กลับไปหน้าแรก


หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
 info@falunthai.org