ฝ่าหลุนต้าฝ่า
บทความใหม่ของอาจารย์
กลับไปสารบัญ
การบรรยายธรรมที่เมืองลอสแองเจลิส
(เสียงปรบมือดังกึกก้อง) ( เหล่าศิษย์ สวัสดีท่านอาจารย์ สวัสดีท่านอาจารย์ )
เอาละ ทุกท่านนั่งลง
ขอบใจทุกท่าน ทุกท่านลำบากกันแล้ว
(เสียงปรบมือดังกึกก้อง)
ชั่วพริบตาเดียว อีกปีหนึ่งก็ผ่านไปแล้ว ในระหว่างขั้นตอนการช่วยเหลือสรรพชีวิต ยืนยันความจริง คัดค้านการประทุษร้าย
ศิษย์ต้าฝ่าในครั้งนี้
พวกเราได้ก้าวผ่านไปแล้ว 6 ปี มาถึงต้นปีที่ 7 กล่าวสำหรับศิษย์ต้าฝ่า ทุกท่านมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การเจิ้งฝ่าแล้ว และมองเห็นการรับรู้ต่อศิษย์ต้าฝ่าของทั่วทั้งสังคมและการเปลี่ยนแปลงในด้านนี้ มีความเกี่ยวข้องกันระหว่างการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทั้งหมด
กับสถานการณ์ทั้งหมดของการเจิ้งฝ่า
และสัมพันธ์โดยตรงกับผลกระทบอย่างมหาศาล ซึ่งเกิดจากการยืนยันความจริงของศิษย์ต้าฝ่า
ฉะนั้นจึงพูดได้อีกอย่างว่า ทุกสิ่งที่ศิษย์ต้าฝ่า ทำไปนั้น
ล้วนไม่สูญเปล่า และยังสร้างความสำเร็จที่ใหญ่หลวงออกมาได้แล้ว
ทุกสิ่งที่พวกท่านทำนี้ล้วนสามารถมองเห็นได้ไม่ยากเลย ล้วนสามารถมองเห็นกันได้ ทุกท่านเองก็รู้สึกได้แล้ว ฉะนั้นจึงพูดได้อีกอย่างว่า แม้ว่าจะผ่านไปแล้ว
6-7 ปี แต่ขณะนี้ยังไม่อาจผ่อนคลายสิ่งที่ศิษย์ต้าฝ่าสมควรทำ
ทุกท่านเองล้วนเข้าใจได้ว่า
เมื่อผ่านการศึกษาฝ่า การบำเพ็ญ
ก็เข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งทั้งหมดว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ พวกเรานั้นไม่ใช่กลุ่มการเมืองอะไรของคนธรรมดาสามัญ
พวกเราก็ไม่ใช่กลุ่ม/ชมรมบันเทิงอะไรของคนธรรมดาสามัญ ที่นี่เป็นการบำเพ็ญ
คือกระบวนการของการผันแปรของชีวิตจากธาตุแท้ ไปสู่การเป็นชีวิตระดับชั้นสูง
หรือพูดได้ว่า ผู้ที่กำลังนั่งอยู่นี้ล้วนเป็นชีวิตที่อยู่บนเส้นทางของเทพ ดังนั้นกล่าวสำหรับทุกท่าน
โดยเฉพาะคือในช่วงเวลาที่สำคัญนี้ของประวัติศาสตร์ที่ ศิษย์ต้าฝ่ากำลังยืนยันความจริง
และช่วยเหลือสรรพชีวิตนั้น ทุกสิ่งที่ทำอยู่นี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ที่จริง พูดขึ้นมาแล้ว
ทุกสิ่งที่พวกท่านผ่านมาทั้งหมดนั้นล้วนเป็นสิ่งที่จัดวางไว้นานแล้วในยุคสมัยอันไกลโพ้น
แต่เรื่องราวใดๆของมนุษย์ โดยเฉพาะคือการบำเพ็ญของศิษย์ต้าฝ่า ล้วนไม่อาจจะเหมือนโลกของเทพ ซึ่งเป็นการแสดงออกมาของเทพไปเสียทั้งหมด ถ้าหากเป็นดังว่านั่น ก็คือเทพเป็นผู้ทำโดยตรงแล้ว
ก็จะไม่มีการบำเพ็ญอะไรของศิษย์ต้าฝ่าแล้ว และไม่มีการช่วยเหลือสรรพชีวิตอะไรของศิษย์ต้าฝ่าแล้ว ตั้งแต่ข้างบน ลงมาถึงข้างล่างแค่เลือกๆเอาว่าใครใช้ได้
ใครใช้ไม่ได้ก็จบเรื่องแล้ว
ก็จะไม่มีเรื่องเหล่านี้ในปัจจุบันแล้ว
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงบอกว่ามนุษย์ในประวัติศาสตร์ยุคนี้
ได้ผ่านขั้นตอนหลายพันปีที่คนในโลกสามารถรับรู้ได้ สิ่งนี้เมื่อมองจากประวัติศาสตร์ของโลก
ก็เป็นขั้นตอนที่สั้นมาก ที่ตรงนี้ประวัติศาสตร์แต่ก่อนมา
ก็มีความสัมพันธ์ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม กับคนในยุคนี้
และในยุคไกลโพ้นบนโลกใบก่อนก็มีเคยมีการทดลองเพื่อการเจิ้งฝ่าในครั้งนี้มาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้คือของจริง ทุกสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ล้วนแต่เป็นการบุกเบิก/เริ่มต้นให้กับการเจิ้งฝ่า
และทุกสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นการบุกเบิก/เริ่มต้นให้กับสิ่งที่ศิษย์ต้าฝ่าทำในวันนี้ด้วย
แม้ว่าจะปรากฏออกมาเหมือนกับสภาพการณ์ของคนธรรมดาสามัญ มีแต่อยู่ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้จึงจะสามารถช่วยเหลือสรรพชีวิตได้ มีแต่อยู่ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้จึงจะทำให้ชีวิตยกระดับสูงขึ้นได้ จึงจะสามารถมองเห็นใจคน
จึงจะสามารถแยกแยะได้ว่าใครใช้ได้หรือไม่ได้
ถ้าหากเป็นการแสดงออกมาทั้งหมดของเทพในสังคมคนธรรมดาสามัญ นั่นก็จะตัดสินไม่ได้ว่าใครใช้ได้
ใครใช้ไม่ได้
เพราะว่ากิจกรรมในใจคนนั้นยังไม่อาจแทนพฤติกรรมที่แท้จริงของคน หากเป็นเช่นนี้ พอคนมองเห็นเทพ รับรองว่าในความคิดของคนนั้น
อะไรที่ไม่ดีก็จะไม่คิดแล้ว จิตยึดติดอะไรเมื่อเปรียบเทียบแล้วก็ไม่อาจดีเท่ากับเทพ
นั่นก็ไม่อาจจะมองเห็นพฤติกรรมที่แท้จริงของคนๆนี้แล้ว เมื่ออยู่ต่อหน้าเทพที่เห็นอยู่โทนโท่ นั่นก็จะเป็นเจิ้งเนี่ยนทั้งหมดจริงๆ แต่ชีวิตๆนี้ที่แท้แล้วเป็นอย่างไร ใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ผ่านกาลเวลาที่ยาวนานเช่นนี้แล้ว
ทั้งหมดนี้ก็ต้องแยกแยะโดยอยู่ในสภาพของวังวนนี้ การบำเพ็ญก็เป็นเช่นเดียวกันนี้ มีแต่อยู่ในวังวนจึงจะทำให้ชีวิตยกระดับขึ้นได้อย่างรวดเร็วที่สุด หรือพูดว่า
แม้ว่าระดับวังวนไม่เท่ากัน
แต่ว่ามีเพียงการอยู่ในขั้นตอนของวังวนเท่านั้น จึงจะพูดถึงการยกระดับได้
ถ้าไม่อยู่ในวังวน
ก็ย่อมไม่มีการพูดถึงการยกระดับแล้ว เมื่อก่อนข้าพเจ้าเคยพูด
เทพเขายกระดับสูงขึ้นได้ยากลำบากนัก ประจักษ์รับรู้ถึงเขตแดนใดก็คือเทพของเขตแดนนั้นแล้ว
เพราะเหตุใดหรือ
เพราะทุกสิ่งที่แสดงออกมาเบื้องหน้าเขาล้วนเป็นภาพที่แท้จริงของจักรวาล ไม่มีสิ่งใดให้หลงผิดแล้ว นั่นก็ไม่อาจมีการบำเพ็ญดำรงอยู่แล้ว
และไม่มีปัญหาที่ท่านจะไปรับรู้(อู้)หรือไม่รับรู้ ดำรงอยู่แล้ว
สิ่งเหล่านี้ที่ข้าพเจ้าพูดไปเมื่อครู่นั้น
คือจะบอกทุกท่านว่า
ไม่ว่าจะผ่านความยากลำบากมานานเพียงใดแล้ว หรือว่ายังจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใด ล้วนไม่อาจยึดติดกับเวลา สิ่งชั่วร้ายยิ่งบ้าคลั่ง
ก็ยิ่งจะปรากฏออกมาซึ่งธรรมานุภาพในการช่วยเหลือสรรพชีวิตของศิษย์ต้าฝ่า ยิ่งอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่คับขัน
ก็ยิ่งจะปรากฏความยอดเยี่ยมของศิษย์ต้าฝ่าออกมา
ใช่แล้ว ทุกท่านบำเพ็ญอยู่ในวังวน
ดังนั้นสภาพการณ์ที่แสดงออกมา บางครั้งค่อนข้างจะย่อหย่อน บางครั้งก็ถูกรบกวน บางครั้งยังแสดงออกมาเป็นแบบคนธรรมดาสามัญ แน่ละ
นี่ก็เป็นการแสดงออกของสภาพการณ์ในขั้นตอนของการบำเพ็ญ ถ้าหากไม่เป็นเช่นนี้ นั่นก็ไม่ใช่การบำเพ็ญแล้ว และไม่ใช่คนที่กำลังบำเพ็ญ นั่นคือเทพกำลังบำเพ็ญ แน่ละการบำเพ็ญของเทพนั้นไม่เคยมีอยู่ หรือพูดได้ว่า
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร
การรับรู้ปัญหาที่ทุกท่านเผชิญอยู่ได้ดีหรือไม่ดี ข้ามด่านได้ดีหรือไม่ดี จิตยึดติดละทิ้งไปได้มากน้อยเพียงใด
ที่จริงก็ล้วนเป็นการปฏิบัติที่เป็นจริงของการบำเพ็ญ
และก็เป็นการแสดงออกของขั้นตอนของการบำเพ็ญ ข้ามด่านได้ดีหรือไม่ดี ก็ล้วนเป็นเรื่องปรกติ และไม่ใช่เพราะว่า ผู้ฝึกคนใดเนื่องจากเลอะเลือนไปชั่วขณะได้ทำผิดไปแล้ว และไม่ใช่ว่าผู้ฝึกคนใด
อยู่ในช่วงเวลาหนึ่งไม่ก้าวหน้าต่อไป
หรือว่าในช่วงเวลาหนึ่งก้าวข้ามมาไม่ได้แล้ว
กระทั่งทำเรื่องที่ผิดไปแล้ว
ก็จะพูดว่าเขาไม่ใช่ผู้บำเพ็ญแล้ว
หรือพูดว่าเขาใช้ไม่ได้แล้ว ที่แท้นี่ล้วนไม่ใช่การแสดงออกมาในระหว่างการบำเพ็ญหรอกหรือ เป็นเพราะการเปรียบเทียบของการบำเพ็ญโดยตัวมันเอง จึงปรากฏออกมาว่าท่านทำได้ดีหรือทำได้ไม่ดี ท่านใช้ได้หรือไม่ได้ ท่านยึดติดหรือไม่ยึดติด ฉะนั้นจึงพูดได้ว่า ในระหว่างขั้นตอนนี้
ย่อมจะมีการแสดงออกมาในลักษณะนี้
แต่สถานการณ์ทั้งหมดของการเจิ้งฝ่ากับทุกสิ่งที่ศิษย์ต้าฝ่าทำนั้นเป็นกระแสหลัก โดยรวมแล้วถูกต้อง เป็นการเดินหน้าไปอย่างเข้มแข็งมาก
ทุกท่านทราบว่า การเจิ้งฝ่านั้นมีการปรากฏออกมาของสถานการณ์หนึ่งๆ โดยพื้นฐานแล้วศิษย์ต้าฝ่าล้วนก้าวไปได้อย่างมั่นคง
ตามการเรียกร้องของสถานการณ์ของการเจิ้งฝ่าที่แตกต่างกัน แน่ละการบำเพ็ญคือขั้นตอนของการสร้างสรรค์ชีวิต แต่ในทางกลับกันก็พูดได้อีกอย่างว่า หากไม่ใช่คนที่เหมาะสำหรับการบำเพ็ญจริงๆแล้ว ขั้นตอนของการบำเพ็ญ
ก็จะเป็นขั้นตอนหนึ่งของการกวาดทิ้งไป
ดังนั้นแต่ละครั้งเมื่อเกิดสภาพการณ์อย่างหนึ่งขึ้นมา ย่อมจะต้องมีแนว/วิธีคิดของคนกลุ่มหนึ่งปรากฎออกมา
เพราะเป็นคนที่กำลังบำเพ็ญใช่ไหม
อย่างเช่นว่า เมื่อก่อนมีการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ที่ชัดเจนแสดงออกมา ก่อนเดือนกรกฎาคม ปี 99
คือช่วงการบำเพ็ญส่วนตัวของศิษย์ต้าฝ่า
หลังเดือนกรกฎาคม ปี 99 ศิษย์ต้าฝ่าก็บำเพ็ญอยู่ท่ามกลางการประทุษร้าย นับแต่ จิ่วผิงออกมาแล้ว ในความคิดของคนหลายคนก็คิดว่า
สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญของพวกเราหรือไม่นะ
หลายคนที่ศึกษาฝ่าได้ดี เจิ้งเนี่ยนค่อนข้างเข้มแข็ง ทราบว่าการประทุษร้ายครั้งนี้ อิทธิพลเก่านั้นอาศัยอำนาจอิทธิพลชั่วของมนุษย์
คือพรรคชั่วคอมมิวนิสต์จีนให้แสดงบทบาท
ด้วยอำนาจชั่วร้ายทางการเมืองของคอมมิวนิสต์จีน
จึงจะสามารถมีการประทุษร้ายชนิดนี้ได้
ถ้าไม่มีอำนาจชั่วร้ายทางการเมืองของคอมมิวนิสต์จีนนี้ก็จะไม่มีการประทุษร้ายชนิดนี้ดำรงอยู่ วิญญาณชั่วนั้นต่อให้ร้ายกว่านี้มันก็ต้องอาศัยคนชั่วมาทำเรื่องชั่ว คนชั่วในโลก โดยทั่วไป
ก็ไม่สามารถก่อสถานการณ์การประทุษร้ายอย่างใหญ่โตเช่นนี้ได้
เป็นเพราะพรรคอันธพาลที่ชั่วร้ายนี้มันยึดกุมอำนาจทางการเมืองที่ชั่วร้ายเอาไว้ องค์ประกอบของวิญญาณชั่วจึงสามารถอาศัยมันก่อการประทุษร้ายชนิดนี้ได้
แต่สำหรับปัญหานี้ บางคนไม่สามารถเลี้ยวโค้งข้ามมาได้ จึงสับสนไป
ที่จริงจะสับสนได้อย่างไรละ
สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าคือจิตหวาดกลัวกำลังก่อผล พูดให้ชัดคือยังคงเป็นจิตยึดติด เรื่องอื่นล้วนแต่เป็นข้ออ้าง
พูดมาถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าก็จะพูดถึงวิธีการบำเพ็ญของศิษย์ต้าฝ่าอีกสักครั้ง ที่จริงข้าพเจ้าได้บอกกับทุกท่านมาโดยตลอดว่า
วิธีการบำเพ็ญของศิษย์ต้าฝ่าในวันนี้ เป็นวิธีการบำเพ็ญของหลักเต๋าใหญ่ที่ไร้รูปแบบชนิดหนึ่ง แต่ละคนต่างอยู่ในสังคมคนธรรมดาสามัญ แต่ละคนต่างมีการงานในสังคมที่แตกต่างกันไป แต่ละคนต่างอยู่ในระดับชั้นทางสังคมที่ต่างกัน แต่ละคนต่างก็มีอาชีพแตกต่างกัน
แต่ละคนต่างมีสภาพการณ์ส่วนตัวที่ไม่เหมือนกัน หรือพูดได้ว่าอยู่ในสังคมทั้งหมด บำเพ็ญโดยไม่มีรูปแบบใดๆ ข้าพเจ้าจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งในที่ประชุมฝ่าฮุ่ย
มีผู้ฝึกถามคำถามขึ้นมาว่า อาจารย์
ใช่หรือไม่ว่าพวกเรานั้นมีรูปแบบที่ไร้รูปแบบ ไร้รูปก็คือรูป ข้าพเจ้ารู้สึกว่าทุกท่านยังสามารถคิดได้ถึงจุดนี้
(หัวเราะ) ที่จริงพวกท่านลองคิดๆ ดู
อะไรคือ ไม่มี(อู๋) ที่ผ่านมาข้าพเจ้าเคยพูดแล้ว พูดมาถึง
ว่าง (คง) คนก็เข้าใจว่าอะไรก็ไม่ดำรงอยู่แล้ว
และมีบางคนพูดว่า ไม่มี(อู๋)
ก็คืออะไรก็ไม่มีแล้ว ไม่มี(อู๋) นั้น ถ้าอะไรก็ไม่มีอยู่จริงๆแล้วละก็
เช่นนั้น ไม่มี(อู๋)โดยตัวมันเองคืออะไรกันละ ว่าง(คง) คืออะไรก็ไม่มีแล้ว เช่นนั้น ว่าง(คง) โดยตัวมันเองคืออะไรกันละ ถ้าอะไรก็ไม่ดำรงอยู่จริงๆแล้ว เช่นนั้นแม้แต่แนวคิดของชื่อของตัวหนังสือนี้ก็ล้วนไม่อาจมีอยู่ หรือพูดได้ว่า
การบำเพ็ญของหลักเต๋าใหญ่ไร้รูป ที่จริงคือรูปแบบชนิดหนึ่งที่ไร้รูปแบบ
ทุกท่านทราบว่า ในประวัติศาสตร์ไม่ว่า
องค์ศากยมุนีก็ดี เหลาจื่อก็ดี พระเยซูก็ดี
ยังมีผู้รู้แจ้งหลายคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ นักปราชญ์ที่ถ่ายทอดธรรม ถ่ายทอดเต๋านั้น บรรดาวิธีการที่เลือกใช้ไม่ผิดไปจากสองชนิดนี้
หนึ่งคือออกบวช
อีกหนึ่งคือเลือกใช้วิธีการแบบศาสนาคริสต์
แบบศาสนาโรมันคาทอลิก ดังนั้นจากประสบการณ์ในประวัติศาสตร์
ผู้คนได้ก่อเกิดการรับรู้ที่คับแคบต่อเทพ
ก่อเกิดวัฒนธรรมอย่างหนึ่งขึ้นมา
ดังนั้นพอพูดถึงการเลื่อนชั้น การยกระดับของชีวิต การบำเพ็ญเรื่องเหล่านี้ เป็นต้น ชาวโลกก็จะคิดถึงประวัติศาสตร์และรูปแบบของศาสนาในยุคปัจจุบันขึ้นมาในทันที แต่รูปแบบของศาสนาเหล่านี้ มันหาได้เป็นเพียงรูปแบบชนิดเดียวในจักรวาล พวกมันไม่อาจแทนหลักธรรมที่แตกต่างกันนานาชนิดซึ่งประจักษ์แจ้งด้วยตนเองของเทพจำนวนนับไม่ถ้วน
ไม่อาจแทนวิธีการที่พวกเขาสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยตนเอง เทพในแต่ละระดับชั้นเล็กๆ
นั้นก็มีมากเสียจนนับไม่ถ้วน
รูปแบบสองชนิดนี้จะสามารถเป็นตัวแทนได้หมดกระนั้นหรือ ย่อมแทนไม่ได้อย่างแน่นอน
เช่นนั้นที่แท้แล้วมีรูปแบบการบำเพ็ญมากมายเท่าไรละ
ทุกท่านอ่าน
ใน จ้วนฝ่าหลุน พูดไว้ว่า สายพุทธมี 84,000 แนวทาง สายเต๋ามี 3,600 แนวทาง
ที่จริงนี่ก็เป็นเพียงการพูดอยู่ในระดับชั้นที่เล็กมากเท่านั้น เป็นการรับรู้อยู่ในระดับชั้นที่แน่นอนหนึ่ง และเป็นแต่เพียงการพูดให้คนรับรู้ได้ ทุกท่านทราบว่า เหนือพระพุทธยังมีพระพุทธ
เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือเทพยังมีเทพ จักรวาลนี้ที่แท้แล้วใหญ่แค่ไหน
แทบจะไม่มีที่สิ้นสุด (เหลือประมาณ)
ในการเจิ้งฝ่าข้าพเจ้าทำมาถึงวันนี้
แม้ว่ากำลังจัดการเรื่องท้ายสุดอยู่แล้ว
แต่องค์ประกอบพื้นฐานที่สุดของที่สุดเหล่านี้ที่ประกอบเป็นจักรวาล
ก็ล้วนเป็นวิธีการดำรงอยู่ชนิดนั้นของชีวิตที่ใหญ่มหึมา กล่าวสำหรับชีวิตชั้นสูงในจักรวาลนั้น
ก็ล้วนแต่ใหญ่มหึมาอย่างไร้ที่เปรียบ ไกลโพ้นจนไม่อาจไปถึงได้ นับประสาอะไรกับคน นั่นก็พูดอีกอย่างได้ว่า จักรวาลมีชีวิตที่ใหญ่มหึมาจำนวนมากมายเช่นนี้ ในบรรดาเทพเหล่านั้น
ต่างก็มีวิธีการสร้างสรรค์ของตนเอง
ต่างก็มีหลักการที่ก่อรูปขึ้นจากการรับรู้ต่อจักรวาลของตนเอง นี่คือการที่ข้าพเจ้าใช้ภาษาของคนอธิบาย และในจักรวาลยังมีระบบอันมหึมาที่แตกต่างกันนับพันนับหมื่นดำรงอยู่ ระบบอันมหึมาเหล่านี้ แน่ละ ทั้งหมดก็กำลังรับการเจิ้งฝ่าในช่วงสุดท้ายของจักรวาลอยู่
ทุกท่านลองคิดดู ถ้าหากระบบอันมหึมานี้พวกเขาล้วนเป็นเทพ พวกเขาอาจจะพูดว่า พวกท่านพระพุทธ จะเหนือกว่าพวกเราได้อย่างไรละ อาศัยพุทธธรรมถ่ายทอดหลักธรรมใหญ่ของจักรวาล อาศัยพุทธธรรมปรับจักรวาลทั้งหมด
ระบบของพวกเรากับระบบของพวกท่านไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน พวกท่าน พระพุทธ
จะปรับฝ่าของฉันที่นี่ได้อย่างไรกันละ เทพของระบบนั้นของพวกท่านจะจัดการระบบนี้ของฉันได้อย่างไรกันละ วิธีการเจิ้งฝ่าเหล่านั้นของท่านนั้น กล่าวสำหรับระบบของฉันที่นี่จะเหมาะสมกันหรือไม่ละ สำหรับวิธีการรับรู้ต่อการดำรงอยู่ของชีวิต
พวกเรามีการรับรู้ต่างกันโดยสิ้นเชิง
การรับรู้ซึ่งกันและกันนั้น มีมากมายที่เข้ากันไม่ได้ การแสดงออกของพวกท่าน ณ ที่ของพวกเรานี้จะสามารถเข้าใจอย่างไร
เมื่อเข้ากันไม่ได้แล้วจะปรับฝ่าของพวกเราได้อย่างไรละ จักรวาลนั้นสลับซับซ้อนเหลือเกิน ช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน รูปแบบการดำรงอยู่ของชีวิต ทัศนคติ
การรับรู้ต่อชีวิตล้วนมีความแตกต่างกันอย่างมาก คนรู้สึกว่าคนนั้นดีมาก แต่มีเทพบางองค์รู้สึกว่า
เวลาคนเดินอยู่บนถนนแกว่งแขนสองข้างไปมา ช่างน่าเกลียดนัก (ที่ประชุมหัวเราะ)
ดูปีกขนาดใหญ่สองข้างของฉันซิ เหมือนร่างพญาสิงห์
ช่างมีพลานุภาพยิ่งนัก (ที่ประชุมหัวเราะ)
แนวคิดการรับรู้ต่อชีวิตของระบบของเทพที่ไกลโพ้นมหึมาเหล่านั้นกับระบบของพวกเรา
ความแตกต่างก็ไกลกันมากยิ่งขึ้น
การรับรู้เรื่อง ดี-เลวของพวกท่านไม่เหมือนกับของพวกเราที่นี่ ในระหว่างการเจิ้งฝ่า จะตัดสินความดี-เลวของพวกเราที่นี่ได้อย่างไรกันละ ความแตกต่างของชีวิตนั้นมากมายอย่างยิ่ง ต้าฝ่าที่ข้าพเจ้าถ่ายทอด ครอบคลุมต้าฝ่าที่แท้จริงของจักรวาลไว้ทั้งหมด เพียงแต่ใช้รูปลักษณ์ของพระพุทธ กับหลักการของพุทธะในการแสดงออก สิ่งเหล่านี้พวกเขาก็ไม่รู้ ดังนั้นจึงมีความคิดต่างๆกันไป
เช่นนั้นจึงพูดได้ว่า
ในการเจิ้งฝ่านั้นชีวิตในบรรดาระบบทั้งหมดล้วนเกี่ยวพันไปถึงใช่หรือไม่ หากครอบคลุมไว้ภายในทั้งหมด เช่นนั้น เทพในระบบชีวิตเหล่านั้น
เขาไม่รู้ว่าที่แท้ท่านเป็นใคร เขาสามารถปล่อยให้ท่านคิดจะทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นได้ละหรือ ในเมื่อเป็นเรื่องของจักรวาลทั้งหมด เขาจะไม่เข้าร่วมได้หรือ
แต่ละระบบต่างมีจ้าวแห่งระบบอันมหึมาของพวกเขา เขาสามารถนิ่งดูดายได้หรือ(หัวเราะ) ที่แท้ก็นับรวมพวกเขาเข้าไว้ด้วย พวกเขาก็รู้เพียงเรื่องในเขตแดนของพวกเขาเท่านั้น เรื่องที่สูงเกินกว่าพวกเขาหรือเรื่องท้ายสุด
พวกเขาย่อมไม่อาจรู้ได้อย่างแน่นอน
ดังนั้นพวกเขาเห็นว่าในเมื่อเรื่องนี้ครอบคลุมพวกเราไว้ด้วย พวกท่านคิดจะทำอย่างไรก็จะทำอย่างนั้นละหรือ ฉันก็มีสรรพชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนนะ
ฉันก็ต้องพยายามให้ได้รับเลือก หากระบบที่มากมายเช่นนี้ในร่างนภาอันมหึมานี้ล้วนคิดกันเช่นนี้ดังว่าแล้ว ใช่หรือไม่ว่าระบบทั้งหลายบรรดามีล้วนคิดจะทำอะไรกับการเจิ้งฝ่านี้แล้ว เช่นนั้นโลกเล็กๆใบนี้จึงกลายเป็นจุดศูนย์รวมของจักรวาลในระหว่างการเจิ้งฝ่า
เมื่อก่อนข้าพเจ้ามักพูดเสมอๆ ข้าพเจ้าว่าโลกใบนี้เป็นจุดศูนย์รวมของการเจิ้งฝ่าในจักรวาล แต่ก็ไม่มีใครคิดออกว่าร่างนภาของจักรวาลนี้มันใหญ่เพียงไร พวกท่านก็ไม่มีแนวคิดอันใหญ่โตอย่างนั้นไปรับรู้มัน ใหญ่เหลือเกิน
แต่ล้วนได้ก่อเกิดรูปแบบที่พวกเขาต้องการแสดงออกมาบนโลกแล้ว พูดอย่างเป็นรูปธรรม คือ
มนุษยชาตินั้นไม่ว่าจะผ่านมากี่พันหมื่นปีแล้ว
ที่ไกลไปข้าพเจ้าจะไม่พูด จะพูดยุคใกล้ๆนี้ก็แล้วกัน นับแต่อารยธรรมของมนุษย์ครั้งก่อนเสื่อมถอยไปสู่การดับสลาย
และคนที่หลงเหลืออยู่ดำเนินสู่มนุษยชาติในยุคนี้
เริ่มต้นจากสภาพที่ไม่มีเครื่องยังชีพใดๆจนมาถึงวันนี้ หากพูดโดยใช้วิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันก็คือนับตั้งแต่เริ่มต้นยุคหินตามที่ว่ากัน แน่ละทฤษฏีว่าด้วยวิวัฒนาการ(ของดาร์วิน)แบบนี้ไม่คงอยู่จริง ไม่ว่าจะอย่างไร ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับชีวิตในยุคนี้ประมาณว่าเป็นเวลาเกือบหนึ่งหมื่นปี
และเกี่ยวกับอารยธรรมยุคใกล้ก็อยู่ในราว 7
พันปี
ก็คือก่อเกิดประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอารยธรรมยุคนี้นั้นอยู่ในราว 7
พันปี ในระหว่างขั้นตอนนี้การแสดงออกของชีวิต ทุกสิ่งที่ปรากฏออกมาในประวัติศาสตร์นี้ ล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเจิ้งฝ่าครั้งนี้
แต่ประวัติศาสตร์ยุคโบราณเพียงแต่วางรากฐานในความคิดของคนให้สามารถรับรู้ฝ่าได้ รับรู้เทพ และกำหนดรูปแบบการดำรงชีพของคน หลักคิดของคนจะเป็นอย่างไร มีการรับรู้ในเรื่องที่ดีและไม่ดี สวยกับอัปลักษณ์ ความเมตตากับความชั่วร้ายเป็นต้น
ความนัยของวัฒนธรรมที่ใหญ่มหึมา
ช่วงนี้ของประวัติศาสตร์ยุคโบราณทั้งหมด
ก็คือขั้นตอนของการวางรากฐานความนึกคิดของคน
วางรากฐานพฤติกรรมของคน
พฤติกรรมของคนทุกวันนี้ คนรับรู้ในเรื่องที่ดีและไม่ดี ใส่เสื้อผ้าอะไรดี คนจะใคร่ครวญปัญหาอย่างไร คนควรปฏิบัติต่อบิดามารดาอย่างไร คนควรปฏิบัติต่อญาติมิตรอย่างไร คนจะปฏิบัติต่อทุกสิ่งในสังคมนี้อย่างไร
คนควรรับรู้เรื่องฟ้าดินและสรรพสิ่งอย่างไร ที่แท้คือผ่านการวางรากฐานที่ยาวนานช่วงหนึ่ง หาไม่แล้วความนึกคิดของคนก็จะว่างเปล่า
หรือเป็นเหมือนสัตว์ป่า
เช่นนั้นแล้ววันนี้ฝ่าอันนี้ข้าพเจ้าจะบรรยายอย่างไรได้ละ เทพจะใช้ร่างกายของคนมาจุติบนโลกได้อย่างไร เทพจะปฏิบัติต่อคนอย่างไรละ ดังนั้นต้องให้คนมีขั้นตอนการรับรู้ที่เพียงพอและสมบูรณ์ เมื่อก้าวข้ามมาจึงจะเป็นมนุษย์ในวันนี้ได้
แต่ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ไม่ว่าจะผ่านมากี่พันปีแล้ว แต่ว่าแต่ไหนแต่ไรมา
ไม่เคยมีรูปแบบสังคมเหมือนอย่างทุกวันนี้
เนื่องจากที่ผ่านมานั้นเป็นการวางรากฐาน
ปัจจุบันเป็นการคลี่คลายเผยออกมาของประวัติศาสตร์ การยังชีพของคนในอดีตค่อนข้างเรียบง่าย ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกหรือตะวันตก ตลอดมาประเทศจีนเป็นสถานที่หลัก ที่เทพคอยให้การศึกษา
และถ่ายทอดวัฒนธรรม ยุคใกล้นี้เรียกว่า ประเทศจีน(จงกั๋ว ประเทศที่เป็นศูนย์กลาง) ก็แฝงไว้ซึ่งความหมายนี้ ที่อื่นๆถือเป็นผู้ชมของเวทีกลางของมนุษย์ และยังมีบทบาทเป็นตัวประกอบ
นี่คือขั้นตอนและจุดประสงค์/เป้าหมายของประวัติศาสตร์ เช่นนั้นแล้ว
เหตุใดในยุคปัจจุบันจึงมีวัฒนธรรมนานาชนิดขึ้นมาในทันทีทันใด มีทฤษฎีต่างๆนานา
มีรูปแบบที่ปรากฏออกมาของสังคมนานาชนิดละ
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากสิ่งต่างๆของระบบอันใหญ่มหึมาของจักรวาลต่างๆนานาที่ปรากฏอยู่
ณ ที่มนุษย์ซึ่งระดับชั้นต่ำที่สุด
เป้าหมายคือเพื่อให้ได้รับการคัดเลือก
ทุกท่านทราบว่า ไม่ว่าจะในประเทศจีนก็ดี
ในสังคมตะวันตกก็ดี สังคมโบราณนั้น
นอกเหนือจากศาสนาใหญ่ไม่กี่ศาสนาแล้ว ในด้านไหนๆ
ล้วนไม่มีระบบวัฒนธรรมหรือรูปแบบที่เป็นเอกเทศ ตัวอย่างเช่นดนตรีหลังยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ศิลปะหลังยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ทฤษฎีชนิดต่างๆในประวัติศาสตร์ยุคใกล้
รูปแบบที่ปรากฏออกมาของอาชีพการงานนานาชนิดในสังคมยุคใกล้ รวมทั้งพฤติกรรมที่ถูกต้อง และไม่ถูกต้องของคนที่แสดงออกมา ในทันใดก็ปรากฏออกมากันหมดราวกับระเบิดออก โดยเฉพาะคือในช่วง 100 ปีใกล้ๆนี้ ในทันใดก็ทำให้สังคมนับพันปีของคนเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมอย่างปัจจุบันนี้
โลกมนุษย์ที่ขุ่นมัว มีหลายคนยังรู้สึกว่ากระหยิ่มยิ้มย่อง เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ได้นำความก้าวหน้ามาสู่มนุษยชาติ การศึกษาในยุคปัจจุบัน
ทำให้คนได้แต่ใช้ทฤษฎีจอมปลอมเรื่องวิวัฒนาการ เข้าใจว่าคนวิวัฒนาการมาถึงตรงนี้
สังคมได้บรรลุถึงมาตรฐานหนึ่งทางวิทยาศาสตร์ที่สูงมาก มนุษย์ได้สร้างสรรค์วัฒนธรรมของตนเองขึ้นมาแล้ว สร้างสรรค์อารยธรรมยุคปัจจุบันขึ้นมาแล้ว ที่แท้ไม่ใช่เลย ด้วยเหตุนี้ คนมากมายที่ตกอยู่ภายใต้ผลกระทบของความคิดชนิดนี้จึงได้รับความพอใจกับวัฒนธรรม
ที่วิทยาศาสตร์ชนิดที่ว่านี้นำมาให้ คนเหล่านั้นที่วิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันให้การศึกษาออกมาล้วนเป็นผู้ที่ไม่เชื่อในเรื่องเทพ
คล้ายกับปลาได้น้ำ ช่างน่าสนุกอะไรเช่นนี้
เสพสุขกันอย่างเต็มที่ รูปแบบศิลปะที่บิดเบือนในยุคนี้ก็มาก ทำให้สิ่งที่ปรากฏออกมาในสังคมนี้
มากมายละลานตาจริงๆ
ที่จริง แต่ไหนแต่ไรมา
เทพไม่เคยคิดให้คนใช้ชีวิตอย่างนี้
กล่าวในฐานะที่เป็นคน
ที่มองไม่เห็นขั้นตอนการหมุนเวียนชดใช้กรรมของสังคมมนุษย์ และมองไม่เห็นผลกระทบของบุญวาสนาที่ผูกพันซึ่งกันและกันมา ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไร เนื่องจากมองไม่เห็นความจริงของวังวนจึงไม่คำนึงถึงผลลัพธ์
เช่นนั้นจึงไม่มีความรู้สึกพึงพอใจ ที่จริงสังคมยิ่งมากไปด้วยสิ่งต่างๆที่ไม่ดี
กระทั่งล้ำเกินไปกว่าระดับความเจริญรุ่งเรืองของยุคปัจจุบัน คนก็ยังไม่พอใจ เทพต้องการให้คนดำรงอยู่ด้วยการแสวงหาอย่างไม่สิ้นสุดหรือ ในอดีตเมื่อคนมีม้าที่ดีสักตัวหนึ่ง โอ้
ก็จะรู้สึกว่า นี่ก็เหนือกว่าคนทั่วไปแล้ว
ขี่ม้าไปตามถนน ผู้คนก็ล้วนแต่จะอิจฉา
โอ้ ม้าตัวนี้ดีจริงนะ
ท่านดูซิคนเขามีม้าดีอย่างนี้
ซึ่งเหมือนกับความรู้สึกของคนยุคนี้ที่มีรถที่ดีสักคัน แต่วันนี้ใครขี่ม้าไปตามถนน
คนจะรู้สึกว่าประหลาด
คนก็ไม่มีแนวคิดในการรับรู้อันนี้แล้ว ปัจจุบันคนมองเห็นใครขับรถสักคัน ว้าว รถคันนี้ช่างสวยจริงๆ ม้าที่มีค่า
( ที่ประชุมหัวเราะ) ( อาจารย์หัวเราะ) รถคันนี้สวยจริงๆ คนสามารถดำรงชีพอยู่ในสภาพการณ์ที่ต่างกัน ความรู้สึกในการดำรงชีพนั้นเหมือนกัน
ถ้าไม่ให้สภาพแวดล้อมของการดำรงชีพอย่างในยุคปัจจุบัน คนก็ไม่อาจรู้ว่ามีสภาพการณ์ชนิดนี้อยู่ หลายพันปีมานี้ ด้วยรสนิยมในการดำรงชีพอยู่ในสภาพการณ์ตามปกติของคนนั้น คนก็ย่อมจะมีความรู้สึกพึงพอใจเช่นเดียวกัน ในจักรวาลคนก็เป็นชีวิตในระดับชั้นนี้ คนปัจจุบันมีรถยนต์ใช้ เมื่อคนรู้ว่ายังมีจานบิน
สิ่งนี้ไม่ใช้พลังงานอย่างในปัจจุบันชนิดนี้
ในฉับพลันก็ลอยขึ้นมาแล้ว
บอกว่าจะไปไหน แค่หนึ่งวินาทีก็ถึงแล้ว
ของเล่นนี้ยิ่งสะดวกสบาย ในเวลานั้นใครยังจะต้องการรถยนต์อีกละ รถยนต์นั้นกลายเป็นของอะไรไปแล้วละ ล้าสมัยเกินไปแล้ว (ที่ประชุมหัวเราะ) ที่จริงคนยุคปัจจุบัน หากจะอยู่ในสภาพการณ์นั้นดำรงชีพ
ก็ย่อมไม่รู้สึกพอใจเช่นกัน
เขายังจะไม่หยุดแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า
แน่ละ การที่คนสามารถสร้างสรรค์อะไรออกมานั้น ก็เป็นผลจากการกระทำของเทพ และไม่ใช่จะสำเร็จได้โดยมนุษย์ทำขึ้น ทุกวันนี้เทพให้สิ่งเหล่านี้กับคน ไม่ใช่ต้องการให้คนดำรงชีพกันอย่างนี้ จุดประสงค์คือ การนำเสนอบรรดาสิ่งที่สร้างขึ้นในระบบของพวกเขา จากนั้นจะได้มีโอกาสได้รับการคัดเลือก หรือพูดได้อีกอย่างว่า แม้ว่าคนจะแสวงหาจากในการทำวิจัยค้นคว้า แต่กลับไม่ใช่ว่าจะได้มาเพราะการแสวงหา คนมองไม่เห็นวังวนนี้ มองไม่เห็นความจริงนี้
ดังนั้นในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคปัจจุบันนี้คนจึงเสพสุขอย่างเต็มที่
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ให้คนเสพสุขกัน แต่ไหนแต่ไรมา เทพไม่เคยคิดจะทำให้คนเป็นเช่นนี้ จุดประสงค์คือการนำเสนอตัวพวกเขาเองออกมา บางคนรู้สึกว่ามีชีวิตอยู่ราวกับเทพเซียน แน่ละหากเปรียบกับเทพจริงๆ
ก็ไม่อาจเปรียบได้เลย
คนอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ยิ่งไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ในภายหลัง
ยิ่งไม่เชื่อเทพแล้ว ก่อกรรมง่ายยิ่งขึ้น กำลังทำลายตัวเองเร็วยิ่งขึ้น และอุตสาหกรรมยุคปัจจุบัน
ได้ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสภาพแวดล้อมทางระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตอย่างร้ายแรง ทำให้วัตถุสสารเกิดการเปลี่ยนแปลง
สังคมมนุษย์ล้วนไม่อาจแก้ไขได้ตลอดไปแล้ว
ไม่เพียงแค่นี้ มันยังกระทบต่อมิติอื่นในจักรวาลอย่างรุนแรงแล้ว
เนื่องจากจักรวาลเป็นระบบหนึ่งที่หมุนเวียน สสารที่สิ่งมีชีวิตในมิตินี้สกัดขึ้นมาใช้
มิติที่สูงยิ่งกว่าก็ยังจะสกัดไปใช้อีก
สิ่งที่ชีวิตในมิติของมนุษย์นี้ เมื่อเริ่มต้นสกัดมาใช้
นั้นไม่บริสุทธิ์ เช่นนั้นสิ่งที่ข้างบนสกัดไปใช้อีก
ในแต่ละชั้นๆ ก็จะล้วนไม่บริสุทธิ์
ดังนั้นการเบี่ยงเบนของสังคมมนุษย์ปัจจุบัน รวมทั้งการเบี่ยงเบนของทัศนคติ
ล้วนก่อให้เกิดผลกระทบต่อเทพแล้ว สิ่งมีชีวิตระดับชั้นสูงล้วนเกิดการเบี่ยงเบนแล้ว ทำไมจักรวาลต้องทำการเจิ้งฝ่า
แน่ละการเบี่ยงเบนชนิดนี้ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในมิติมนุษย์ ร่างนภาของจักรวาลอันใหญ่มหึมา
ล้วนเกิดสถานการณ์นานาชนิดที่ต่างกันขึ้นมาแล้ว
ที่นี่ข้าพเจ้าพูดเพียงปรากฏการณ์ของมนุษย์ที่นี่
ที่จริงการปรากฏขึ้นมาของวัฒนธรรมที่ว่าหลากหลายอุดมสมบูรณ์เหล่านี้
ของสังคมมนุษย์ในยุคใกล้ ที่จริงคือสิ่งที่เทพเหล่านั้นของจักรวาลต่างๆ
กับเทพของร่างนภาอันใหญ่มหึมาที่ไกลโพ้นซึ่งแตกต่างกันทำส่งข้ามมา เมื่อพูดโดยใช้ภาษาคน ก็คือรูปแบบการผูกพัน/ผูกมัดของระบบชีวิตของพวกเขา สิ่งที่ทำส่งข้ามมาคือ
รูปแบบที่แสดงออกมาของหลักเกณฑ์ของการยกระดับชั้นกับการตกต่ำลงของชีวิตในระบบของพวกเขาในสังคมมนุษย์ที่ต่ำที่สุด ล้วนเป็นสิ่งเหล่านี้ แน่ละกล่าวสำหรับชีวิต สิ่งเหล่านี้ หากมีต้าฝ่าชี้นำ รูปแบบชนิดนี้สามารถทำให้ชีวิตเลื่อนระดับขึ้นได้ และสามารถทำให้ชีวิตที่ไม่ดีตกต่ำลง ข้าพเจ้าพูดถึง เต๋าใหญ่ไร้รูป นำพาให้พูดเรื่องที่กล่าวไป ทุกท่านเคยคิดไหมว่า ถ้าหากในสังคมนี้ อาชีพต่างๆมากมาย วงการ(สาขาอาชีพ)ต่างๆ มากมาย
ล้วนคือสิ่งที่ระบบชีวิตอันไกลโพ้นของพวกเขา ทำข้ามมา ศิษย์ต้าฝ่าบำเพ็ญอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างนี้ แต่ละอาชีพที่แตกต่างกันล้วนมีศิษย์ต้าฝ่าบำเพ็ญอยู่ ใช่หรือไม่ว่า
เท่ากับกำลังใช้ฝ่าปรับพวกเขา
ใช่หรือไม่ว่า เป็นการยอมรับการดำรงอยู่ของพวกเขา ใช่หรือไม่ว่ากำลังช่วยเหลือพวกเขาอยู่
แน่ละข้าพเจ้าไม่อาจให้รูปแบบที่ปรากฏอยู่ในสังคมมนุษย์ชนิดนี้ของพวกเขา คงเหลือไว้ให้มนุษย์ทั้งหมด ส่วนที่ได้รับการช่วยเหลือคือสรรพชีวิตในระบบเหล่านั้น เนื่องจากไม่ว่าสิ่งใด พอมาถึงคน ณ ที่นี้
ล้วนจะเปลี่ยนแย่ลงมาก เพราะสัมพันธ์กับระดับชั้น และตกต่ำลงมาทั้งหมด แน่ละ ต้าฝ่ากับศิษย์ต้าฝ่าไม่อาจยืนยันความถูกต้องให้กับรูปแบบที่ต่ำลงเช่นนี้โดยตัวมันเอง จะขอยกเรื่องศาสนามาพูด คนที่เข้าใจได้อย่างแท้จริงย่อมอาศัยรูปแบบของศาสนาในการบำเพ็ญตนเอง ผู้ที่ไม่เข้าใจก็จะปกป้องรูปแบบนั้นของศาสนา หรือพูดได้ว่า
รูปแบบเหล่านี้ของมนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่เทพต้องการ เทพอยากให้ท่านใช้รูปแบบเหล่านี้ในการยกระดับ เมื่อท่านสามารถใช้รูปแบบเหล่านี้ยกระดับได้แล้ว
ท่านก็กำลังยืนยันความจริงให้ฝ่า
ยืนยันความถูกต้องให้กับเทพและช่วยเหลือสรรพชีวิต ใช่อย่างนี้หรือไม่ (เสียงปรบมือ) การที่ศิษย์ต้าฝ่าบำเพ็ญอยู่ในอาชีพต่างๆคือการยอมรับชีวิตในระบบเหล่านั้น และเป็นการช่วยเหลือสรรพชีวิตทั้งหมดอยู่ ที่ผ่านมาข้าพเจ้าพูดกับพวกท่านว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าถ่ายทอดอยู่
คือหลักธรรมใหญ่ของจักรวาล
อะไรๆก็รวมอยู่ในนี้หมดแล้ว พวกท่านลองคิดดูว่าฝ่านี้ใหญ่หรือไม่ ข้าพเจ้าว่าใหญ่จนไร้รูป ความไร้รูปกลับบรรจุไว้ซึ่งทุกสรรพสิ่ง (เสียงปรบมือ)
เจิ้งฝ่ากำลังปรับชีวิตทั่วทั้งจักรวาลและพยายามให้การกู้คืนสิ่งดั้งเดิมทั้งหมดที่เทพเหลือเอาไว้
เมื่อตอนเริ่มต้นนั้น
ไม่มีชีวิตใดรู้ว่าข้าพเจ้ากำลังทำอะไรอยู่
แม้แต่มนุษย์ต่างดาวนั้นก็เข้าใจว่าข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในพวกมัน
(ที่ประชุมหัวเราะ) ไม่มีใครรู้
ด้วยเหตุนี้ในการระหว่างการเจิ้งฝ่าครั้งนี้ของข้าพเจ้า
เทพในแต่ละเขตแดนที่ต่างกัน
จึงแสดงออกมาต่อการรบกวนของอิทธิพลเก่าราวกับมองไม่เห็น ดังนั้นที่ผ่านมาข้าพเจ้าจึงพูดว่า
สรรพชีวิตในจักรวาลทั้งหมดล้วนกำลังทำบาปต่อเรื่องนี้ ข้าพเจ้าว่าพวกเขาล้วนติดค้างข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ากำลังช่วยเหลือพวกเขา ฝ่าชุดนี้ก็คือ รากฐานของชีวิตทั้งหมด
ที่จริงสิ่งใดๆของสังคมมนุษย์ เพียงข้าพเจ้าเลือกมัน ล้วนสามารถใช้มันให้ศิษย์ต้าฝ่าบำเพ็ญ อาทิเช่น ดนตรีที่ข้าพเจ้าเคยพูดถึง หากในการศึกษาฝึกฝนและสร้างสรรค์ดนตรีของคน
มีต้าฝ่ามาชี้นำ
ก็สามารถจะก้าวหน้าได้ ในความนึกคิดสามารถจะมีแรงบันดาลใจ สามารถจะมองออก คิดออกถึงสิ่งที่จำเป็น นั่นคือสิ่งที่เทพเนรมิตให้ ฉะนั้นอาจพูดได้อีกว่า ไม่ว่าท่านจะอยู่ในวงการ(สาขาอาชีพ)ไหนๆ
ความสามารถด้านนั้นของท่านสามารถยกระดับขึ้นได้
นั่นคือปรากฏการณ์หลังจากที่ท่านทำให้เขตแดนของท่านเองยกระดับขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ที่ปรากฏออกมาคือ
การที่ท่านกำลังทำตัวเป็นคนดี
กำลังบำเพ็ญจิต
กล่าวจากมุมมองของคน คือท่านกำลังเปลี่ยนเป็นคนดี เนื่องจากการศึกษาฝ่า บำเพ็ญภายใน
ท่านยิ่งทำยิ่งดี เทพก็จะให้ปัญญาที่ท่านควรจะมี ให้แรงบันดาลใจแก่ท่าน ในระหว่างการศึกษาให้ท่านเข้าใจได้มาก
ให้ท่านสร้างสรรค์สิ่งที่ดียิ่งขึ้นออกมาได้ ให้ฝีมือของท่านสูงยิ่งขึ้น ให้ท่านเหนือชั้น ทุกท่านคิดดู
ในสังคมมนุษย์ อาชีพใดๆที่ถูกทำนองคลองธรรม
ใช่หรือไม่ว่าล้วนจะเป็นเช่นนี้
ท่านกำลังทำสิ่งทั้งหมดในหน้าที่การงานให้ดี ในขณะเดียวกันท่านก็กำลังบำเพ็ญตนเองอยู่ ท่านจึงสามารถยกระดับขึ้นได้ใช่หรือไม่ ในสังคมทุกวันนี้ รูปแบบใดๆที่ข้าพเจ้าเลือกให้เป็นรูปแบบการบำเพ็ญของพวกท่าน
ก็ล้วนสามารถทำให้พวกท่านบำเพ็ญสำเร็จได้ (เสียงปรบมือ) เพียงแต่ข้าพเจ้าไม่ได้เลือกสิ่งเหล่านั้น ข้าพเจ้าไม่ได้เลือกสิ่งเหล่านั้นให้กับพวกท่าน ข้าพเจ้าเลือกรูปแบบของพระพุทธ
ใช้รูปแบบของพระพุทธบรรยายหลักธรรมของจักรวาล ในขณะเดียวกันก็ใช้ท่าฝึกพลังห้าชุดที่ข้าพเจ้าริเริ่มขึ้นมาและรูปแบบการบำเพ็ญ
สอนให้พวกท่านบำเพ็ญไปตามรูปแบบชนิดนี้
ช่วยเหลือสรรพชีวิตทั้งหมด
รวมทั้งพระพุทธ เต๋า เทพ คน ทั้งหมด
มีรูปแบบมากมายถึงเพียงนั้น แน่ละข้าพเจ้าไม่อาจเลือกใช้ทั้งหมดที่มีอยู่นั้น ข้าพเจ้าเลือกรูปแบบของพระพุทธ แต่โดยแท้จริงแล้ว สิ่งที่ข้าพเจ้าบรรยายคือหลักธรรมใหญ่ของจักรวาล แม้ว่าโดยรูปแบบคือหลักการของพระพุทธ ยืนอยู่บนหลักการและหลักธรรมของพระพุทธไปบรรยาย
ที่แท้สิ่งที่บรรยายคือหลักธรรมใหญ่ที่แท้ของจักรวาล เส้นทางที่ข้าพเจ้าบอกให้พวกท่านเดินไปในการบำเพ็ญคือ
เส้นทางทั้งหมดของปวงเทพเหล่านั้นของระบบจักรวาลที่ต่างกัน อะไรๆ ล้วนกำลังถูกปรับให้ถูกต้อง สิ่งต่างๆไม่ใช่ล้วนรวมอยู่ในฝ่าชุดนี้หรือ นี่ก็คือต้าฝ่า
เมื่อครู่ข้าพเจ้าพูดว่า พอจิ่วผิงออกมา
บางคนก็ไม่เข้าใจ
พูดว่านี่พวกเรามิใช่ยุ่งกับการเมืองแล้วหรือ อะไรที่เรียกว่าการเมือง สมมติว่าข้าพเจ้าหลี่ หง จื้อ
นำทุกท่านบำเพ็ญอยู่ในการเมืองจริงๆ จะสามารถบำเพ็ญสำเร็จหรือไม่ (เสียงปรบมือ)
ต้องได้แน่นอน
เพียงแต่ผู้บำเพ็ญใช้ต้าฝ่าชี้นำเรื่อยไปตลอดขั้นตอนของการทำงาน
ทำตัวเป็นคนดี เป็นคนดียิ่งขึ้น ใช้ต้าฝ่ามาหล่อหลอมตัวท่าน
ท่านก็จะยกระดับขึ้นได้เรื่อยไป
เลื่อนชั้นเรื่อยไปได้
ก็จะสามารถบรรลุการหยวนหมั่น
สมมติว่าวันนี้ข้าพเจ้านำทุกท่านโดยอาศัยรูปแบบกษัตริย์และขุนนางนำพวกท่านเหล่าขุนนางและอาณาประชาราษฎร์บำเพ็ญ จะสามารถบำเพ็ญได้ไหม (เสียงปรบมือ) ก็ได้อย่างแน่นอน และก็สามารถหยวนหมั่นได้แน่นอน เพียงแต่จะเดินบนหนทางนี้ได้อย่างไร จะรับผิดชอบต่อสรรพชีวิตได้อย่างไร จะทำให้ชีวิตสามารถยกระดับขึ้นได้อย่างไร
เพียงแต่ทำไปตามการชี้นำของต้าฝ่าชุดนี้ก็จะสามารถทำได้ โดยรูปแบบที่เป็นรูปธรรมข้าพเจ้าไม่ได้เลือกสิ่งเหล่านั้น วันนี้พวกเราได้เดินมาถึงตรงนี้แล้ว
ก็ไม่อาจเลือกใหม่กันอีก พวกเราก็บำเพ็ญกันในรูปแบบหนึ่งอย่างนี้แล้ว ก็คือรูปแบบการบำเพ็ญชนิดนี้
ในท่ามกลางความไม่กระจ่าง ในวังวน
ผู้คนมองไม่เห็นว่าฝ่าชุดนี้ใหญ่เพียงไร
หากเห็นได้จริงๆแล้ว การแสดงออกของ จิตยึดติดในระหว่างการบำเพ็ญ
ล้วนเท่ากับเป็นการทำบาปต่อเทพ
ก็เพราะว่ามองไม่เห็นจึงไม่นับ
ท่านสามารถก้าวหน้าได้มากสักหน่อย
ท่านสามารถรับรู้ได้น้อยสักหน่อย (หัวเราะ) เมื่อพูดในทางตรงข้าม รูปแบบในวังวนนั้น
สำหรับการบำเพ็ญโดยตัวมันเองแล้วก็เปิดกว้าง
บางคนจึงคิดว่า ถ้าฉันรู้ ถ้าฉันเห็นอะไรหมด คงจะดีมาก เช่นนั้นเส้นทางการบำเพ็ญก็จะแคบจนไม่ยินยอมให้ท่านเกิดปัญหาได้แม้แต่น้อย ล้วนเปิดการรับรู้แล้ว ก็ไม่นับว่าท่านบำเพ็ญแล้ว ก็จะไม่อนุญาตให้ท่านบำเพ็ญแล้ว ก่อนการประทุษร้ายจะเริ่มต้น เมื่อวันที่ 20
กรกฎาคม 99 มีศิษย์ต้าฝ่า
ส่วนหนึ่งซึ่งจัดว่าอยู่ในสภาพค่อยๆเปิดการรับรู้ในระดับสูงนั้น ไม่สามารถเข้าร่วมในการคัดค้านการประทุษร้ายครั้งนี้ได้ ใครก็ไม่กล้าประทุษร้ายเขา พวกเขาก็ไม่ได้เข้าร่วม พวกเขารวมกันขึ้นมาก็สามารถยับยั้งการประทุษร้ายครั้งนี้ได้ แต่พวกเขาต่างเข้าใจแล้ว ที่พูดไปเมื่อครู่คือรูปแบบของการบำเพ็ญ ข้าพเจ้าบรรยายอยู่ในมุมมองเช่นนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าความคิดของทุกท่านเปิดกว้างออกแล้ว ในทันใดก็เข้าใจได้หลายอย่างแล้ว ยิ่งรู้เพิ่มขึ้นว่าต้าฝ่าชุดนี้ใหญ่เพียงไร ความรับผิดชอบของพวกท่านหนักหนาเพียงไร
(เสียงปรบมือ)
พูดมาถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าอยากจะหันกลับมาพูดสักหน่อยว่า กล่าวสำหรับศิษย์ต้าฝ่า พวกท่านมีอดีตที่ยอดเยี่ยม
ก็ควรมีปัจจุบันที่ยอดเยี่ยมด้วย
บางครั้งในขณะที่พวกท่านยืนยันความจริงอยู่ก็ดี
ร่วมกันทำงานของต้าฝ่าและรวมถึงการบำเพ็ญส่วนตัวก็ดีนั้น มีหลายสิ่งที่ไม่เป็นที่น่าพอใจดำรงอยู่จริงๆ ที่โดดเด่นที่สุด ที่ใหญ่ที่สุด และโดยตลอดมาก็ไม่ได้แก้ไข
เป็นเวลานานแล้ว
และเป็นสิ่งที่เทพส่วนหนึ่งพูดอยู่ข้างหูข้าพเจ้าตลอดมา เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่พอใจที่สุด แต่ว่า แต่ไหนแต่ไรมาข้าพเจ้า
ไม่ได้พูดเจาะจงในด้านนี้ ข้าพเจ้าก็ไม่ได้พูดอย่างจริงจัง เพราะเหตุใดหรือ เพราะในการยืนยันความจริงของศิษย์ต้าฝ่าวันนี้
ยังจำเป็นต้องมีความกล้าหาญของคนสักหน่อย ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไม่พูด ข้าพเจ้ารอจนสุดท้ายจึงจะพูด รอให้ถึงเวลาแล้วข้าพเจ้าค่อยพูด ด้านไหนละหรือ
ก็คือศิษย์ต้าฝ่า เมื่อทำผิดไปแล้วไม่ยอมให้ใครตำหนิ ใครก็ว่าไม่ได้ พอพูดก็ระเบิดขึ้นมา เวลาทำอะไรถูกต้องก็ไม่พอใจที่คนอื่นเสนอความคิดเห็น
ทำผิดก็ไม่พอใจที่คนอื่นพูด พอพูดก็ไม่พอใจ
ปัญหานี้ร้ายแรงอย่างมากแล้ว(เสียงปรบมือ)
เหตุใดข้าพเจ้าจึงพูดเดี๋ยวนี้ละ เนื่องจากในช่วงก่อนนี้ของการยืนยันความจริงให้ฝ่า ในการเปิดโปงพวกชั่วร้าย ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้พวกท่านอ่อนจนเกินไปการปฏิบัติ
เช่นนั้นแล้วในขณะอธิบายความจริงอาจจะพูดได้ไม่กระจ่างเท่าที่ควร ถ้าหากในการอธิบายความจริง พอคนอื่นพูดอะไร
พวกท่านก็ไม่ชี้แจง นั่นก็ไม่ถูก
ปัจจุบันนี้สุกงอมแล้ว
มีสติพอแล้ว
รู้ว่าควรทำอย่างไรแล้ว
ไม่กระทบต่อการอธิบายความจริงแล้ว
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงรอถึงวันนี้ค่อยพูด
ในด้านนี้ทุกท่านค่อนข้างเกินเลยไปแล้ว ทุกท่านลองคิดดู ในฐานะผู้บำเพ็ญ ข้าพเจ้าเขียนใน จ้วนฝ่าหลุน และในการบรรยายฝ่าในช่วงแรกเคยพูดไว้แล้ว ข้าพเจ้าบอกว่า ถูกตีไม่ตีตอบ ถูกด่าไม่ด่าตอบ คนอื่นทำไม่ดีต่อท่าน ท่านต้องยิ้มไว้ เวลาที่ผู้อื่นเกิดความขัดแย้ง ในฐานะเป็นบุคคลที่สาม ท่านควรคิดดูว่า
ท่านควรทำให้ดีได้อย่างไร เรื่องนี้หากเป็นฉันๆจะควบคุมตนเองได้เหมือนกับผู้บำเพ็ญ
เมื่อเผชิญกับความเห็นที่แตกต่าง และการถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้หรือไม่ การบำเพ็ญคือการค้นหาจากภายใน ถูกหรือไม่ถูกก็ให้มองตนเอง การบำเพ็ญก็คือการบำเพ็ญใจคนให้หมดไป
เอาแต่ไม่ยอมรับการตำหนิและวิพากษ์วิจารณ์
เอาแต่ชี้ความผิดไปที่ข้างนอก(คนอื่น)
เอาแต่โต้แย้งความเห็นและคำวิจารณ์ของคนอื่น นั่นคือการบำเพ็ญหรือ นั่นจะบำเพ็ญได้อย่างไร เคยชินแต่การมองเห็นความบกพร่องของคนอื่น ไม่เคยที่จะเห็นความสำคัญในการมองตนเอง คนอื่นบำเพ็ญได้ดีแล้ว
ท่านจะเป็นอย่างไรละ
อาจารย์มิใช่หวังให้ท่านบำเพ็ญได้ดีหรอกหรือ เหตุใดท่านไม่ยอมรับความคิดเห็น
เอาแต่ไปมองผู้อื่น
อีกทั้งยังไม่บำเพ็ญที่ภายใน ค้นหาตนเอง
พอว่าถูกตนเองเข้า เหตุใดท่านจึงไม่พอใจ
พวกท่านที่กำลังนั่งอยู่นี้ มีกี่คนที่พอเวลาคนอื่นชี้หน้าด่าท่าน ในทันทีก็สามารถทำได้ถึงขั้นมีจิตใจที่เยือกเย็น มีกี่คนเมื่อเผชิญกับการวิจารณ์และตำหนิจากคนอื่นแล้วใจไม่หวั่นไหว
และสามารถค้นหาสาเหตุที่ตัวเอง
ไม่ได้ตำหนิท่านทั้งหลาย ไม่ใช่ว่าศิษย์ต้าฝ่าของข้าพเจ้าทำได้ไม่ดี
(หัวเราะ) พูดขึ้นมาก็คือ อาจารย์เหลือไว้ให้พวกท่านเล็กน้อย แต่วันนี้ข้าพเจ้าได้พูดแล้ว
นับแต่นี้ต่อไปทุกท่านก็เริ่มต้นให้ความสำคัญกับปัญหานี้ได้แล้ว (เสียงปรบมือ) มีผู้ฝึกบางคน
ในช่วงนี้มักจะเขียนคำถาม เขียนจดหมาย บอกผ่านมาให้กับข้าพเจ้าว่า คนนั้นๆ ใครๆๆๆ
เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ (ที่ประชุมหัวเราะ) คนนั้นๆ ใครๆๆๆๆ
มีปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ ข้าพเจ้าล้วนทราบดี
ข้าพเจ้าเข้าใจดีอย่างยิ่ง
บำเพ็ญตัวท่านเอง ข้าพเจ้าไม่อยากให้สภาพแวดล้อมของศิษย์ต้าฝ่า
เปลี่ยนเป็นสภาพแวดล้อมของการตำหนิติเตียนซึ่งกันและกัน ข้าพเจ้าอยากให้สภาพแวดล้อมนี้กลายเป็นสภาพแวดล้อมของการยอมรับการวิจารณ์
พร้อมกับการค้นหาจากภายใน ล้วนบำเพ็ญตนเอง
ทุกๆคนต่างค้นหาจากภายใน
ทุกๆคนล้วนบำเพ็ญตนเองให้ดี
การปะทะกันก็จะน้อยลงใช่ไหม ข้าพเจ้าได้พูดเหตุผลนี้ตั้งแต่เริ่มต้นการถ่ายทอดฝ่า
ตลอดมาจนถึงวันนี้ ไม่ใช่เช่นนี้หรือ ผู้บำเพ็ญนั้นหาใช่จะถือว่าการตำหนินั้นดี
และไม่ใช่ว่าข้าพเจ้าในฐานะอาจารย์จะถือว่าการวิจารณ์ใครเป็นสิ่งที่ดี และไม่ใช่ว่าการวิจารณ์ตำหนิซึ่งกันและกันของพวกท่านนั้นเป็นเรื่องดี ทุกท่านเองบำเพ็ญตนเองจึงจะดี วันนี้อาจารย์บรรยายฝ่ามาถึงตรงนี้ นับแต่นี้ไปพวกท่านต้องให้ความสำคัญในด้านนี้ (เสียงปรบมือดังกึกก้อง)
พวกท่านต้องเตรียมความคิดไว้ให้พร้อมนะ
(ที่ประชุมหัวเราะ)
ไม่แน่ว่าพอท่านกลับไปก็จะเจอ
แต่ในเวลาที่ท่านประสบ จะไม่รู้ตัวล่วงหน้าก่อนจะเกิดเรื่องอย่างแน่นอน
(ที่ประชุมหัวเราะ) เวลาที่ความขัดแย้งมาถึง
มันก็ไม่ใช่จะปฏิบัติต่อท่านอย่างเทพอย่างแน่นอน
และไม่อาจจะแสดงออกมาเหมือนอย่างเทพ
ล้วนเป็นปรากฏการณ์อย่างคนธรรมดาสามัญ
ล้วนเป็นรูปแบบของความขัดแย้งชนิดนั้นระหว่างคนธรรมดาสามัญกับคนธรรมดาสามัญ ทั้งยังจะไม่คำนึงถึงเรื่องหน้าตาด้วย นอกจากข้าพเจ้าหลี่ หงจื้อ แล้ว จะไม่มีใครที่เป็นพิเศษ จะไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่อยู่เหนือกฏในระดับชั้นนี้ของคนและอยู่เหนือในระดับชั้นนี้ของคน ดังนั้นล้วนเป็นรูปแบบของปรากฏการณ์ในระดับชั้นของคนนี้ทั้งสิ้น จุดนี้นะ
ข้าพเจ้าคิดว่าในฐานะที่เป็นศิษย์ต้าฝ่า
ศึกษาฝ่า บำเพ็ญมานานเพียงนี้แล้ว ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องพูดเหตุผลที่เป็นรูปธรรม
ทุกท่านก็ทราบกันหมดแล้ว และล้วนเข้าใจได้
ปัญหานี้เด่นชัดมาก พวกท่านทราบไหม หลายปีนี้ ชีวิตในระดับชั้นสูงได้พูดถึงปัญหานี้ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ข้างหูข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าก็ไม่ทำอะไร เพราะข้าพเจ้าต้องการให้ศิษย์ต้าฝ่ามีความกล้าในการเปิดโปงความจริงในขณะยืนยันความจริง ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไม่ไปพูดถึง ข้าพเจ้าจะเลือกเวลาหนึ่ง โอกาสหนึ่งไปทำ ไปพูดปัญหานี้ วันนี้ได้เวลาแล้ว ข้าพเจ้าจึงพูดปัญหานี้เป็นพิเศษ และถือโอกาสบอกทุกท่าน สิ่งนี้เด่นชัดมากแล้วในหมู่พวกเราโดยรวม บางคนไปถึงระดับที่แตะต้องไม่ได้แล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่ายังไม่พูดอีก ก็ไม่ไหวแล้ว บางคนก็เหมือนกับไม้ขีดไฟ พอจุดก็ลุกพรึบ เหมือนกับระเบิด พอเหยียบก็ดังสนั่น คุณว่าฉันไม่ได้ พูดเมื่อไรฉันก็รับไม่ไหว ความเห็นอะไรก็รับฟังไม่ได้ ความเห็นที่ดี ความเห็นที่ไม่ดี ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจรับไม่ได้ทั้งนั้น ยิ่งไม่ค้นหาจากภายใน ร้ายแรงมากแล้ว อันนี้ไม่ขอตำหนิทุกท่าน นับจากนี้ไปพวกท่านล้วนต้องระมัดระวังปัญหานี้ ต้องทำให้ได้ถึงขั้นว่าใครพูดก็ได้ทั้งนั้น ถ้าหากมีก็แก้ไขเสีย ไม่มีก็ระวังไว้ เมื่อท่านสามารถเผชิญกับการวิจารณ์
ตำหนิติเตียน โดยไม่หวั่นไหว ท่านก็กำลังยกระดับอยู่ (เสียงปรบมือ)
มีผู้ฝึกมักพูดเสมอว่า ผู้ฝึกบางคนรู้ว่าตนเองมีข้อบกพร่อง มีปัญหา
และไม่ยอมให้คนพูด แน่ละข้าพเจ้าไม่ได้แนะนำให้ทั้งหมดไปตำหนิผู้อื่น แต่ผู้อื่นจะมองเห็นว่ามีปัญหา
หรือจะกระทบต่อการอธิบายความจริง
กระทบต่อความร่วมมือของทุกท่าน ก็ต้องพูด
ฝ่าเซินของข้าพเจ้าก็จะอาศัยปากของผู้ฝึกคนใดคนหนึ่งสะกิดเตือนท่าน
พวกท่านเดินผ่านขั้นตอนการบำเพ็ญมานานถึงเพียงนี้แล้ว ทุกท่านทุ่มเทไปแล้ว มากมายเช่นนั้น ช่างลำบากจริงๆ สิ่งที่พวกท่านทำไปทั้งหมดนั้นข้าพเจ้ามองเห็นเต็มตาแล้ว ซึ่งยอดเยี่ยมมากจริงๆ แต่ว่าจากสิ่งนี้ที่เป็นพื้นฐานที่สุด เป็นแก่นแท้ที่สุด ที่จะพิสูจน์ว่าคนๆหนึ่งนั้นเป็นผู้บำเพ็ญหรือไม่ หากไม่อยากให้ผู้อื่นพูดถึงสิ่งนี้
ก็ต้องทิ้งมันไป
ด้านไหนๆท่านทำได้ดีหมดแล้ว
ด้านนี้ทำไม่ดี นั่นล้วนไม่อาจเป็นผู้บำเพ็ญ ในอดีต ผู้บำเพ็ญนั้นก่อนอื่นใดต้องทำด้านนี้ก่อน นี่ยังเป็นเงื่อนไขในการคัดเลือกศิษย์ ข้าพเจ้าก็ทำเช่นนี้ ก่อนที่ศิษย์ต้าฝ่าจะถูกประทุษร้าย
ในวันที่ 20 กรกฎาคม 99 หลังจากวันที่ 20
กรกฎาคม 99 ข้าพเจ้าก็ไม่เน้นการพูดถึงปัญหานี้ วันนี้ข้าพเจ้ายกปัญหานี้ขึ้นมาอีก ในขณะเดียวกันก็นำสสารที่ก่อเกิดขึ้นมานั้น(จิตยึดติด)ออกมา
(เสียงปรบมือ) แต่สิ่งที่กลายเป็นความเคยชิน พวกท่านก็ต้องแก้ไข จำเป็นต้องแก้ไข พึงระวังไว้เสมอ นับแต่นี้ไป
ใครที่ยังไม่ยอมให้คนว่ากล่าวอีก
คนนั้นก็คือไม่ก้าวหน้า
ใครที่ยังไม่ยอมให้คนว่ากล่าวอีก
คนนั้นแสดงออกมาก็ไม่ใช่สภาพของผู้บำเพ็ญ
อย่างน้อยที่สุดก็คือในจุดนี้ (เสียงปรบมือ) ใครยังข้ามด่านนี้ไปไม่ได้ ข้าพเจ้าขอบอกท่านทั้งหลาย
นั่นย่อมอันตรายอย่างยิ่งแล้ว
เพราะว่านั่นเป็นแก่นแท้ของผู้บำเพ็ญ
และเป็นสิ่งที่ควรละทิ้งไปที่สุด
และต้องทิ้งไปให้ได้
ไม่ทิ้งไปก็ไม่อาจก้าวไปสู่การหยวนหมั่น
อย่าเปลี่ยนเป็นคนธรรมดาสามัญที่ทำงานของศิษย์ต้าฝ่า จะต้องหยวนหมั่น ไม่ใช่เพื่อความสุขและโชคลาภ
คนธรรมดาสามัญคิดจะทำเรื่องของศิษย์ต้าฝ่า
สามารถทำได้หรือไม่ละ
คนเขาก็ทำกันแล้ว
ฉันก็ตะโกนว่าต้าฝ่าดี ฉันก็ไปแจกใบปลิวแล้ว เรื่องที่ศิษย์ต้าฝ่าทำคนธรรมดาสามัญก็ทำแล้ว แต่เขาก็ไม่บำเพ็ญ เขาสามารถจะหยวนหมั่นเหมือนศิษย์ต้าฝ่าได้หรือ ไม่ได้
แต่ว่าได้ทำเรื่องที่ใหญ่อย่างนี้แล้ว
และยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ของประวัติศาสตร์ จะมองชีวิตๆนี้อย่างไรดีละ นั่นก็ต้องได้ความสุขและโชคลาภที่ใหญ่ ข้าพเจ้าหวังว่าทุกท่านที่นั่งอยู่
ซึ่งบำเพ็ญมานานอย่างนั้นแล้ว
สุดท้ายอย่าได้เหลือเพียงความสุขและโชคลาภ เท่านั้นหนา (ที่ประชุมหัวเราะ) มีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า โชติช่วงชัชวาลกว่า
ทุกสิ่งนั้นของชีวิตที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริงรอคอยพวกท่านอยู่ ดังนั้นการบำเพ็ญของศิษย์ต้าฝ่า หาใช่เพื่อความสุขและโชคลาภ นับแต่นี้ไป
ทุกท่านไม่เพียงแต่สัมผัสกับคนธรรมดาสามัญ ระหว่างศิษย์ต้าฝ่าด้วยกันเอง
ในด้านนี้ก็ต้องแก้ไขทัศนะอย่างถึงที่สุด เมื่อพูดมาถึงตรงนี้
ทุกท่านก็ต้องทำกันเช่นนี้ (เสียงปรบมือดังกึกก้อง)
ขอถือโอกาสพูดเรื่องหนึ่งนะ เมื่อเร็วๆนี้ศิษย์ต้าฝ่า
โดยเฉพาะคือในอเมริกาเหนือ
ที่อื่นๆก็มีประเด็นนี้อยู่ ศิษย์ต้าฝ่ามากมายต่างเกี่ยวข้องกับการขายบัตรและการจัดเตรียมงานราตรีฉลองปีใหม่ของสถานีโทรทัศน์ซินถังเหริน เนื่องจากอากาศค่อนข้างหนาว ท่านทั้งหลายลำบากกันมาก
และทุ่มเทใจไปมากมาย ข้าพเจ้าเห็นศิษย์ต้าฝ่าแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าบางๆ
แสดงอยู่บนถนนเพื่อการขายบัตรในอากาศที่หนาวเย็นหิมะเต็มพื้น
ระหว่างพวกท่านด้วยกันเองอาจจะทำกันอย่างนี้ทั้งนั้น
ไม่ค่อยรู้สึกอะไร
แต่ในสายตาของเทพนั้นไม่เหมือนกัน ข้าพเจ้าในฐานะอาจารย์เมื่อมองดูก็ยังยากที่จะไม่รู้สึกสะเทือนใจ ทุกท่านช่างยอดเยี่ยมแล้ว พูดถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าขอพูดถึงงานราตรีฉลองปีใหม่ของชาวจีนโพ้นทะเลทั่วทั้งโลกว่าทำไมสำคัญเช่นนี้ พวกท่านทราบไหมว่า
เรื่องที่งานราตรีฉลองปีใหม่ของชาวจีนโพ้นทะเลนี้แบกรับไว้นั้นใหญ่แค่ไหน
พรรคมารคอมมิวนิสต์จีนมุ่งใช้การแสดงศิลปะเป็นเครื่องมือเผยแพร่
กรอกวัฒนธรรมพรรคและล้างสมองชาวจีน คนที่ออกมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ล้วนทราบดี ทุกๆปีมันจะจัดงานราตรี เชื่อมสัมพันธไมตรีวันตรุษจีน
รายการทั้งหมดเป็นเพลงสดุดีพรรคชั่ว มีลักษณะเป็นการเมืองที่แรงมาก งานราตรีวันปีใหม่ของซินถังเหรินนั้นกลับเป็นงานที่ยิ่งใหญ่กว่า
เรียกว่า งานราตรีวันปีใหม่ของชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลก คำว่าทั่วโลกนั้นย่อมรวมถึงจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยอย่างแน่นอน ดังนั้นทุกท่านคิดดู
เรื่องนี้ใหญ่มากใช่หรือไม่
คำว่าทั่วโลกนี้ก็คือสากลนะ คำว่า สากลนั้น ก็ต้องหมายถึงมาตรฐานสากลใช่หรือไม่ ผู้ฝึกนั้นยอดเยี่ยมจริงๆ สามารถทำให้การแสดงของงานราตรีในหลายปีนี้ดีได้ถึงเพียงนี้ มาตรฐานสูงอย่างนี้ ไม่ว่ามาตรฐานโดยรวมของแต่ละคนจะเป็นอย่างไร
แต่อย่างน้อยที่สุดผู้คนก็ไม่เห็นช่องโหว่
(หัวเราะ) (ที่ประชุมหัวเราะ ปรบมือ)
ล้วนสะท้อนออกมาดีมากโดยทั่วหน้า
ดังนั้นข้อกำหนดต่อมาตรฐานของ นักแสดง
ผู้กำกับ ผู้ประพันธ์เพลง วงดนตรีเหล่านี้เป็นต้น จึงสูง ดังนั้นหลายอย่างก็ต้องเริ่มต้นจากพื้นฐาน และทุกท่านทราบว่า ที่ผ่านมาข้าพเจ้าเคยพูดว่า
ไม่ว่าผลของงานราตรีโดยรวม หรือว่าแต่ละะเพลงที่ร้องออกมาโน้ตดนตรีที่บรรเลงออกมา การแสดงทั้งหมดนี้ที่มีอยู่ของศิษย์ต้าฝ่า ในอีกมิติหนึ่ง(มัน)ส่งผลในการยืนยันความเป็นจริงให้ฝ่า พลังงานที่ปล่อยออกมานั้นใหญ่มาก เป็นการดับสลายสิ่งชั่วร้าย และศิษย์ต้าฝ่าทำอะไร
คนในอนาคตจะเรียนรู้ตาม
จะเหลือวัฒนธรรมอะไรไว้ให้คนในอนาคต
ศิษย์ต้าฝ่ากำลังริเริ่มทำอยู่
และเป็นการชำระล้างวัฒนธรรมพรรคชั่ว ใช่หรือไม่ ดังนั้นพรรคชั่วคอมมิวนิสต์จีนจึงพยายามก่อกวนอย่างชั่วร้ายเช่นนั้น ในการแสดงก็ส่งผลในการยืนยันความเป็นจริงให้ฝ่า
ช่วยเหลือสรรพชีวิตโดยตรง ดังนั้นผลสะท้อนจึงค่อนข้างใหญ่ ผลที่เกิดขึ้นก็ค่อนข้างดี ถ้าพวกเราสามารถทำต่อไปได้เรื่อยๆเช่นนี้
ไม่เหมือนกับตอนนี้ที่แสดงไม่กี่รอบก็จบแล้ว
ควรแสดงหลายๆรอบยิ่งขึ้น
เช่นนั้นจะมีสรรพชีวิตได้รับการช่วยเหลือมากสักเท่าไรละ พวกท่านทราบไหม คนที่ดูงานราตรีครั้งนี้จบลง พอเดินออกจากโรงละครนี้
ความคิดที่ไม่ดีทั้งหมดที่มีอยู่ก็สลายไปแล้ว ความนึกคิดที่ไม่ดีล้วนไม่มีแล้ว (เสียงปรบมือ)
ดังนั้นคนจึงรู้สึกมีความประทับใจมาก
ข้าพเจ้าก็ขอพูดเพียงเท่านี้ แน่ละข้าพเจ้าทราบว่า ทุกท่านยังอยากฟังอีก
(หัวเราะ)(เสียงปรบมือ) ข้าพเจ้าทราบดี ช่วงก่อนหน้านี้ในการบำเพ็ญนั้นมีปัญหาหลายอย่าง ในระหว่างผู้ฝึกด้วยกันก็มีวิธีคิดมากมาย ต่อจากนี้ข้าพเจ้าจะใช้เวลาช่วงหนึ่ง ตอบคำถาม
ทุกท่านถามคำถามได้ (เสียงปรบมือ) เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ผู้ฝึกเราที่ตั้งคำถาม ใคร่ครวญสักนิดว่า
ปัญหาของท่านนั้นควรจะถามหรือไม่ (หัวเราะ) มิฉะนั้นแล้วกระดาษคำถามกองขนาดนั้นที่ส่งขึ้นมา
พวกเราอ่านกันวันนี้ก็ไม่หมด และก็ตอบให้ไม่หมด จากนี้ไปทุกท่านนำปัญหาส่งขึ้นมาได้
2006-2-25
|
|
|