ฝ่าหลุนต้าฝ่า
บทความใหม่ของอาจารย์
กลับไปสารบัญ


การบรรยายธรรมปีค.ศ.2007 ที่นครนิวยอร์ก


  สวัสดีทุกท่าน (เสียงปรบมือ) ทุกท่านต่างลำบากกันแล้ว (เสียงปรบมือ)
 
          ฝ่าฮุ่ยเป็นการประชุมที่รุ่งโรจน์ของศิษย์ต้าฝ่าแล้ว  ผู้ที่กำลังนั่งอยู่ บ้างก็เดินทางมาไกลนับพันลี้ เพื่อจะอาศัยฝ่าฮุ่ยค้นหาข้อแตกต่าง  สามารถค้นพบข้อบกพร่อง  มุ่งรุดหน้าตามไปให้ทัน  การบำเพ็ญยกระดับส่วนบุคคลของศิษย์ต้าฝ่าไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปแล้ว  การหยวนหมั่นของศิษย์ต้าฝ่าก็ไม่เป็นปัญหาแล้ว  ณ ขณะนี้เรื่องหนึ่งที่สำคัญที่ต้องทำก็คือ จะช่วยเหลือสรรพชีวิตให้ได้มากยิ่งขึ้นได้อย่างไร  นี่ก็คือสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จในขั้นตอนของการหยวนหมั่นในปัจจุบัน   นี่เป็นภารกิจของศิษย์ต้าฝ่า เป็นความรับผิดชอบที่ไม่อาจปัดให้ผู้อื่นได้ จำเป็นต้องไปทำ เป็นเรื่องที่ต้องไปทำให้สำเร็จ

          ในอดีตมีคำพยากรณ์มากมายเคยทำนายไว้ว่า  ในช่วงเวลาหนึ่งที่แน่นอนจะมีการกวาดล้างคนจำนวนมากมาย  เหลือเพียงคนที่ดีอยู่จำนวนน้อยมาก  เมื่อก่อนนานมาแล้วข้าพเจ้าก็เคยพูดไว้ว่า “ ข้าพเจ้าต้องการแต่คนของข้าพเจ้า ”  ทางตะวันตกมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมา และใน “คัมภีร์ไบเบิ้ล ”ก็มีบันทึกเอาไว้  เมื่อถึงเวลาพิพากษาใหญ่จะมีเพียงคนส่วนน้อยเหลือรอด  สภาพการณ์เมื่อแรกเริ่มคือ  ชาวโลก รวมทั้งสรรพชีวิตทั้งปวงในตรีภูมิ  ล้วนประกอบขึ้นมาจากองค์ประกอบของสสารในตรีภูมิ  องค์ประกอบของสสารในตรีภูมิกับ องค์ประกอบของสสารบนสวรรค์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นชีวิตชนิดนี้จะขึ้นไปบนสวรรค์ไม่ได้เลย  ได้แต่อยู่ในเขตแดนนี้  แต่ว่า ภายหลังสภาพการณ์ชนิดนี้  พร้อมกับมีการเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงยุคใกล้ๆนี้ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก
          รายละเอียดนั้นที่ผ่านมาข้าพเจ้าเคยพูดกับทุกท่านว่า   มีชีวิตชั้นสูงมากมายมาถึงโลกแล้วก็มาเกิดเป็นคน หรือพูดได้อีกอย่างว่า  ดูไปแล้วเปลือกนอกของคนนั้น ยังคงเป็นรูปลักษณ์ของคน ยังคงเป็นโครงสร้างของคน แต่อันที่จริง สสารชั้นผิวนอกสุดของสสารระดับจุลทรรศน์ในโลก  หรือก็คือเบื้องหลังของสสารชั้นผิวของคนนั้น ก็มาจากนอกตรีภูมิแล้ว  ร่างของคนมากมายถูกเทพในระดับชั้นสูงที่ลงมา สวมใส่เหมือนกับเสื้อตัวหนึ่ง  ดูไปก็คือคน แต่ที่จริงธาตุแท้ก็คือชีวิตที่มาจากระดับชั้นสูง   แน่นอนละ ไม่ว่าใครมาอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตระดับชั้นสูงเพียงไร เป็นเทพระดับชั้นสูงเพียงไร เมื่อมาถึงสังคมมนุษย์  ก็เข้าสู่วังวนของสังคม  ไม่รู้อะไรแล้ว  พูดอีกอย่างหนึ่ง คือไม่ใช่เทพอีกแล้ว  ก็เป็นคนแล้ว  ในสถานการณ์เช่นนี้  ไม่ว่ามีระดับชั้นสูงเพียงไร  ล้วนแสดงด้านนั้นที่เป็นเทพของเขาออกมาไม่ได้แล้ว  ปัญญาของเขาก็จะถูกปิดเอาไว้  เหมือนกันกับคนโดยสิ้นเชิง   หากสภาพการณ์ของสังคมนั้นดี  ทั้งหมดจะสามารถคงอยู่ในระดับมาตรฐานทางศีลธรรมที่แน่นอนระดับหนึ่งตามสภาพการณ์โดยรวมของสังคมนั้น  เช่นนี้แล้วกล่าวสำหรับคน  กล่าวสำหรับชีวิตนั้นๆ  ยังไม่น่ากลัวอะไรนัก   แต่หากศีลธรรมของสังคมหนึ่งๆตกต่ำลงไปอย่างรวดเร็ว  หรืออิทธิพลเก่ามีเจตนาชักนำให้สังคมของคนตกต่ำลงไป  เช่นนั้น กล่าวสำหรับสรรพชีวิตแล้ว รวมทั้งเทพระดับชั้นสูงที่ลงมาเป็นคนก็ดี  ย่อมน่ากลัวอย่างยิ่ง
          ที่จริงสังคมจีนในปัจจุบัน  ทัศนคติด้านศีลธรรมของคนนั้น ห่างไกลลิบลับจากสภาพการณ์ที่เทพกำหนดเอาไว้ให้คนเมื่อแรกเริ่มสร้างคนขึ้นมา  พูดอีกอย่างก็คือ ไม่ใช่สภาพการณ์ของคนอีกต่อไปแล้ว  หากพูดอย่างไม่น่าฟังก็คือ ไม่คู่ควรเป็นคนอีกแล้ว  ในอดีต  หากไม่ใช่เรื่องการเจิ้งฝ่านี้แล้ว เช่นนั้นก็จะดับสลายจนถึงที่สุดแล้ว   ในประวัติศาสตร์   เกิดวิบัติภัยของมนุษย์ชาติครั้งแล้วครั้งเล่า  ดับสลายครั้งแล้วครั้งเล่า ทั่วทั้งจักรวาลก็เป็นเช่นนี้  เหมือนกับผลัดเปลี่ยนเซลใหม่ของร่างกายคน  เมื่อเซลแก่ชราแล้ว ไม่ดีแล้ว เช่นนั้นก็สลัดทิ้งไป  แล้วเกิดเซลที่ดีใหม่อีก  ส่วนต่างๆทั่วทั้งจักรวาล  ไม่เพียงแค่เป็นอย่างนี้เสมอๆ  แต่ล้วนเกิดเรื่องอย่างนี้อยู่ทุกขณะ  นี่เป็นเรื่องปกติมาก  ฉนั้นกล่าวสำหรับคน  ซึ่งเป็นชีวิตระดับชั้นต่ำที่สุด  กล่าวสำหรับสิ่งมีชีวิตระดับต่ำที่สุด  ไม่ว่าคนเองจะรู้สึกว่าตนยอดเยี่ยมอย่างไร  แต่ในสายตาของเทพ ก็ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น  เมื่อใช่ไม่ได้แล้วก็กวาดทิ้งไป  เนื่องจากวันนี้กำลังเจิ้งฝ่า กำลังช่วยเหลือสรรพชีวิตของจักรวาล   คนที่เสื่อมไปแล้วไม่ถูกกวาดทิ้งไป  เพราะสถานการณ์ของคนได้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง  ในขณะเดียวกันศิษย์ต้าฝ่าจะสถาปนาธรรมานุภาพของตนโดยผ่านเรื่องนี้  จึงทำให้มนุษยชาติสามารถได้รับการสืบต่อ  เหลือรอดอยู่ได้  กล่าวสำหรับศิษย์ต้าฝ่า  หากขณะนี้ทุกท่านไม่สามารถทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ  ไม่สามารถทำให้ชีวิตได้รับการช่วยเหลือ  พวกท่านเองก็ไม่ได้ทำให้คำมั่นสัญญาของตนเองที่ให้ไว้สำเร็จผล  ในขณะเดียวกันจะนำพาหายนะภัยมาสู่การเจิ้งฝ่าทั้งหมด จักรวาล และสรรพชีวิต   ดังนั้นเมื่อครู่ข้าพเจ้าพูดว่า นี่เป็นสิ่งที่ศิษย์ต้าฝ่าจะต้องทำให้ดี
          พูดถึงตรีภูมิ ข้าพเจ้าจะขอพูดกับพวกท่านอีกครั้ง  อย่าเห็นว่าสภาพสังคมมนุษย์นี้ในขณะนี้เป็นอย่างไร  อย่าเห็นว่าชีวิตในตรีภูมิรู้สึกว่าตนเองสำคัญอย่างไร  คนรู้สึกว่าตนเองมีความก้าวหน้าอย่างไรในสังคม  มีความสำเร็จมากมายเพียงไร  มีอำนาจมีอิทธิพลเพียงไร  มีเงินมากเพียงไร  แต่ละชนชาติ แต่ละรัฐบาล  แต่ละคนที่มีความสำเร็จดังว่านั้นรู้สึกว่าตนเองยอดเยี่ยมมากเหลือเกิน  ที่จริงข้าพเจ้าขอบอกทุกท่าน  ทุกสิ่งของมนุษยชาติในทุกวันนี้  รวมทั้งทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์และตรีภูมินั้น  ล้วนคงอยู่เพื่อการเจิ้งฝ่าครั้งนี้  หรือกล่าวได้ว่า  ทุกสิ่งนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการเจิ้งฝ่าในครั้งนี้   ทุกสิ่งล้วนมาเพื่อการเจิ้งฝ่าในครั้งนี้ อยู่ในขั้นตอนนี้ทุกสิ่งล้วนถูกสร้างขึ้นเพื่อการเจิ้งฝ่าในครั้งนี้ มนุษย์ทั้งหมด  ชีวิต  สสาร   บรรดาสิ่งที่ท่านรู้จัก  บรรดาสิ่งที่ท่านสามารถเข้าใจได้  ทุกสิ่งที่คนสามารถรับรู้ได้นั้น  ล้วนแต่ดำรงอยู่เพื่อการเจิ้งฝ่าครั้งนี้ หาไม่แล้วมันก็จะไม่คงอยู่อย่างแน่นอน
          พูดอีกอย่างหนึ่ง  ก็คือเพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิตของจักรวาลในช่วงสุดท้ายของการเจิ้งฝ่า  สร้างสรรค์ศิษย์ต้าฝ่าจึงได้สร้างตรีภูมิขึ้นมา  มิฉนั้นตรีภูมิก็จะไม่คงอยู่  สังคมมนุษย์เป็นเพียงอณูหนึ่งในตรีภูมิ  สังคมของอณูเล็กๆนี้ไม่อาจนับเป็นอะไรได้ มนุษย์ในนั้นไม่ว่าจะเห็นว่าเรื่องของตนเองยิ่งใหญ่เพียงไร   คนรู้สึกว่าเรื่องของมนุษย์สำคัญเพียงไร  คนรู้สึกว่าตนเองมีความสำเร็จยิ่งใหญ่เพียงไร  มนุษยชาติพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างไร อย่างไร  นี่เป็นการรับรู้ของคนโดยยืนอยู่ในมุมมองของคน  อยู่ในสภาพวังวน รับรู้ว่าสังคมมนุษย์ยอดเยี่ยมเพียงไรนั้น นั่นเกิดจากการไม่รู้ความจริง  คนจะพูดอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น  แต่เทพไม่มองคนอย่างนี้  วันใดที่สรรพชีวิตรู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการคงอยู่ของคนกับสภาพแวดล้อมที่ดำรงอยู่  ก็จะรู้แจ้งได้ในทันที การพัฒนาของมนุษย์ ที่ว่ากันนั้น   เป็นเพียงขั้นตอนของการถูกสร้างขึ้นมา  ขณะเดียวกันก็รักษาสภาพสังคมมนุษย์เอาไว้ ในระหว่างที่กำลังรอคอยก่อนที่เรื่องใหญ่สุดท้ายจะมาถึง   ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงรูปธรรมที่ปรากฏออกมาในขั้นตอนของรักษาสภาพสังคมมนุษย์เท่านั้นเอง  จุดประสงค์ที่แท้จริงคือการรอคอยก้าวสุดท้ายนี้  การมาถึงของเทพ  การเริ่มต้นของการเจิ้งฝ่า
          จากปีค.ศ.1992 ข้าพเจ้าก็เริ่มต้นถ่ายทอดฝ่าแล้ว  เมื่อเริ่มแรกศิษย์ต้าฝ่าก็เผยแพร่ฝ่ามาโดยตลอด   ท่ามกลางการประทุษร้ายศิษย์ต้าฝ่าก็กำลังช่วยเหลือสรรพชีวิตในขอบเขตทั่วทั้งโลก  และชาวโลกที่ศิษย์ต้าฝ่าช่วยเหลือก็เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วในระยะใกล้ๆนี้  สิ่งที่มนุษย์เฝ้ารอคอย  สิ่งที่ผู้ล่วงรู้อนาคตทำนายเอาไว้ล้วนกำลังปรากฎขึ้น  คนหลงอยู่ในวังวน  ถูกชักนำโดยผลประโยชน์เฉพาะหน้า มายาภาพ  คำลวง  ไม่กล้าเชื่อว่าทุกสิ่งสุดท้ายก็เริ่มต้นขึ้นจริงๆแล้ว  และกำลังประดังกันมา  ดูเหมือนสังคมมนุษย์ยังคงทำไปตามความเคยชิน  ทุกอย่างล้วนแต่ราบเรียบมาก  กำลังเคลื่อนไปตามปกติ  ที่แท้ล้วนแต่กำลังเคลื่อนอยู่เพื่อการเจิ้งฝ่าแล้ว    เมื่อเทพมา ย่อมจะไม่แสดงออกมาในจักรวาลแบบตีฆ้องร้องเป่าว่า “ ฉันมาแล้ว  ฉันพูดอะไรพวกท่านก็ฟังอะไร  ฉันจะนำพวกท่านทั้งหมดขึ้นสวรรค์ไปโดยไม่มีเงื่อนไข ” ไม่อาจเป็นเช่นนี้ได้  บาปที่คนก่อเอาไว้ในประวัติศาสตร์นั้น คนต้องชดใช้   คู่ควรที่จะได้เห็นเทพหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องพื้นๆที่คนคิดกันเช่นนั้น  คนคู่ควรจะได้ฝ่าหรือไม่  คู่ควรจะขึ้นสวรรค์หรือไม่  นั่นก็ยังคงต้องถูกทดสอบอยู่ในท่ามกลางวังวน   ดังนั้นเทพจึงไม่อาจปรากฎออกมาในลักษณะนี้   เทพจะปรากฎออกมาในสังคมมนุษย์อย่างเดียวกันกับคน   ทว่าสิ่งที่พูดออกมากลับเป็นสัจจธรรม  ก็จะดูระดับศีลธรรมขั้นต่ำของคน  ดูทัศนคติด้านศีลธรรมของคน ว่ายังจะสามารถรับรู้เขา(เทพ)ได้หรือไม่  ยังจะสามารถเห็นด้วยกับมาตรฐานศีลธรรมที่แท้จริง ที่จักรวาลนี้กำหนดให้มนุษย์  และก็คือมาตรฐานสุดท้ายทางศีลธรรมที่ตัดสินว่า คนยังสามารถรับรู้ฝ่าที่มาช่วยเหลือสรรพชีวิตได้หรือไม่  หากสามารถรับรู้ได้ ท่านก็สามารถได้รับการโปรด ได้รับการช่วยเหลือ  หากไม่สามารถรับรู้ได้แล้ว ท่านก็เป็นพวกที่ไม่อาจช่วยเหลือได้แล้ว  ก็ไม่อาจจะเอาไว้แล้ว  นั่นเกิดขึ้นเพราะการพังทลายของศีลธรรมขั้นต่ำสุด  เมื่อไม่มีศีลธรรมแล้วก็ไม่เพียงพอสำหรับมาตรฐานของคนแล้ว     จากอดีตจนปัจจุบัน  ผู้คนไม่ว่าจะอยู่ในสังคมตะวันออกหรือตะวันตก  ก็ล้วนแต่เน้นเรื่องศีลธรรมของคน  พอมาถึงสังคมยุคใกล้ๆ  จะมีสักกี่คนที่เห็นความสำคัญของมัน   สุดท้ายเมื่อเทพจะช่วยเหลือคน แม้ว่าไม่ได้ประเมินมาตรฐานด้านศีลธรรมของคนโดยตรง  แต่ว่าศีลธรรมของท่านเองที่เสื่อมทรามลงก่อให้เกิดการพังทลายจนถึงระดับต่ำสุด  ทำให้ท่านไม่สามารถเห็นพ้องกับฝ่าได้   ไม่สามารถรับรู้ฝ่าได้  นั่นยังไม่ใช่สาเหตุที่ท่านไม่สามารถได้รับการโปรด ไม่สามารถได้รับการช่วยเหลือหรอกหรือ
          ที่ผ่านมาสังคมมนุษย์ยังคงอยู่ในสภาพการณ์ของทัศนคติทางศีลธรรมที่ค่อนข้างสำคัญระดับหนึ่ง  พอมาถึงยุคใกล้แล้ว คนจะได้รับฝ่า คนจะได้รับการโปรด การช่วยเหลือ  อิทธิพลเก่ามันไม่ยอมให้คนมากมายอย่างนั้นได้รับการช่วยเหลือ  มันจะกวาดล้างคนส่วนหนึ่งทิ้ง  ดังนั้นจึงสร้างพรรคชั่วคอมมิวนิสต์สิ่งนี้ออกมาให้กับสังคมของคน  โดยเฉพาะคือพรรคชั่วคอมมิวนิสต์จีนได้ทำเรื่องมากมายที่ทำลายศีลธรรมของมนุษย์ออกมาแล้ว  และยังสร้างวัฒนธรรมพรรค  ดัดแปลงความนึกคิดของคน  จุดประสงค์ก็คือเมื่อถึงเวลาก็ขัดขวางไม่ให้คนได้ฝ่า  ทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วนั้นก็จะใช้ความคิดที่ถูกวัฒนธรรมพรรคชั่วกรอกเข้าไปแล้วนั้นไปมองปัญหา   โยนหลักคิดทั้งหมดของคนทิ้งไป  วัฒนธรรมของคนก็คือชีวิตที่บิดเบือนไป  คืออยู่ในขอบเขตที่จะถูกกวาดทิ้งไป   ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม 5 พันปีของจีน  ได้วางรากฐานทั้งหมดทางวัฒนธรรมกับพฤติกรรมความนึกคิดของคน  และเป็นทุกสิ่งที่เทพสร้างขึ้นมาอย่างเป็นระบบ แต่กลับถูกพรรคชั่วที่อิทธิพลเก่าสนับสนุนย่ำยีแล้ว  ทำลายแล้ว ในระยะสั้นๆเพียงไม่กี่สิบปี ก็ปฏิเสธวัฒนธรรมโบราณของจีนมาโดยตลอด  เหยียบย่ำวัฒนธรรมจีนโบราณ  หลักคิด  ศีลธรรม  อารยธรรมที่เทพถ่ายทอดให้กับคน  สุดท้ายเพื่อให้คนใช้มันในการแยกแยะถูกผิด   สามารถใช้มันไปรับรู้ฝ่า  สามารถใช้มันในการรับการช่วยเหลือ  พรรคชั่วคอมมิวนิสต์จีนไม่เพียงมีระบบ  มีเป้าหมายทำลายทุกสิ่งนี้   ในขณะเดียวกันกำลังกรอกวัฒนธรรมพรรคชั่วให้กับคนอย่างมีระบบ อย่างมีเป้าหมาย  มันเรียกว่า “ อบรมคน ”  “ปรับปรุงคน” พูดอย่างชัดแจ้งทีเดียว   ให้โลกทัศน์ของท่านเกิดการเปลี่ยนแปลง  เปลี่ยนเป็นพฤติกรรม ความนึกคิด  วิธีคิด ที่วัฒนธรรมพรรคชั่วสร้างขึ้น   คนจีนที่ถูกดัดแปลงแล้วนั้น จะใช้โลกทัศน์ที่พรรคชั่วกรอกให้ในการรับรู้ความถูกผิดของมนุษย์  ความดีความชั่ว  จึงยากจริงๆที่จะรับรู้ฝ่า รับรู้สัจจธรรม  ผู้ที่สูงอายุสักหน่อย คนเฒ่าคนแก่ ในช่วงก่อนที่วัฒนธรรมพรรคจะปรากฏออกมา เคยได้รับการอบรมจากวัฒนธรรมโบราณ กล่อมเกลา  ในระยะใกล้นี้แม้จะมีสิ่งที่เป็นของพรรคชั่วคอมมิวนิสต์จีน แต่พวกเขายังมีระดับต่ำสุดของศีลธรรมคงอยู่  สามารถแยกแยะรากฐานของความดีความชั่ว   แต่ที่น่าเวทนาที่สุดคือคนหนุ่มสาวยุคปัจจุบัน  ถูกสำนึกยุคปัจจุบันของพรรคชั่วคอมมิวนิสต์จีนกรอกเข้าไปทั้งหมด  ยังหลงรู้สึกว่าตนเองยอดเยี่ยม  มองอะไรได้ทะลุปรุโปร่ง  หลงผิดไปว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคนเรา  ทัศนคติด้านคุณค่า  สภาพที่ยุ่งเหยิงของความสัมพันธ์ด้านศีลธรรมของมนุษยชาติ ซึ่งพรรคชั่วคอมมิวนิสต์จีนมุ่งทำลายอย่างมีเป้าหมายนั้น เป็นสภาพการณ์ที่ต่อเนื่องของประวัติศาสตร์มนุษย์  เป็นความสามารถเดิมของมนุษย์  บวกกับทฤษฎีวิวัฒนาการที่กล่าวไม่ถูกต้อง  พวกเขาก็ถือว่าตนเองเป็นสัตว์จริงๆ  กลับไม่รู้ว่านี่เป็นสิ่งที่พรรคชั่วกระทำอย่างมีเป้าหมาย  คนลืมสิ่งที่มนุษย์รอคอยและเป้าหมายที่แท้จริงของการเป็นมนุษย์ไปแล้ว  แต่วิญญาณชั่วพรรคมารที่ชั่วร้ายกลับรู้ดี  ดังนั้นจึงมีเป้าหมายที่จะทำลายคน   อะไรก็ไม่ใช่ ความโง่เขลาแบบยุคปัจจุบัน กลับขัดขวางพวกเขารับรู้สัจจธรรมของจักรวาลโดยสิ้นเชิง  ดังนั้นจึงน่ากลัวมากสำหรับคนยุคนี้ 
          แน่ละ  การเจิ้งฝ่าใช่ไหม ช่วยเหลือสรรพชีวิตใช่ไหม  เทพไม่ใช่สามารถทำอะไรได้ทั้งหมดหรือ  ฝอฝ่าไม่ใช่ไร้ขอบเขตหรือ  ใช่   ในระหว่างที่ช่วยเหลือสรรพชีวิตก็กำลังแสดงพลังฝ่าที่ไร้ขอบเขตของต้าฝ่า  มองจากชั้นผิว  เมื่อต้าฝ่าเพิ่งถ่ายทอดออกมานั้นข้าพเจ้าก็พูดแล้วว่าประตูที่ช่วยเหลือสรรพชีวิตล้วนเปิดออกหมดแล้ว  เปิดจนไม่มีประตูแล้ว  ความผิดใดๆของสรรพชีวิตในประวัติศาสตร์ล้วนไม่มองแล้ว   เนื่องจากระดับชั้นที่ต่างกัน  ชีวิตแต่ละชนิดแต่ละอย่าง  แต่ละประเภทล้วนไม่ดีแล้ว  แต่ละระดับชั้นต่างไม่สอดคล้องกับมาตรฐานของแต่ละระดับชั้นแล้ว  ไม่ใช่พูดว่าระดับชั้นสูงไม่สอดคล้องกับมาตรฐานระดับชั้นต่ำแล้ว  เทพต้องสอดคล้องกับมาตรฐานระดับชั้นที่เทพอาศัยอยู่   ท่านสอดคล้องกับมาตรฐานของคนก็ใช้ไม่ได้  หากสอดคล้องกับมาตรฐานของคนก็คือคนแล้ว   จึงพูดว่า ชีวิตในระดับชั้นที่ต่างกันล้วนไม่สอดคล้องกับมาตรฐานของระดับชั้นที่ต่างกันแล้ว  รวมทั้งคนก็ไม่ใช่มาตรฐานของคนแล้ว  ในเวลานี้  จะทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิต
          ทุกท่านทราบว่า ในจักรวาลยังมีชีวิตด้านบวกและด้านลบคงอยู่  มีพระพุทธ  มีมาร  มีเทพที่ถูกต้อง และเทพที่ไม่ดี  ล้วนแต่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน  เพราะพวกเขาเป็นผลผลิตที่จำเป็นต้องมีอยู่ในจักรวาล  ฉะนั้นหากคิดจะช่วยเหลือสรรพชีวิต  จึงมีเพียงวิธีเดียว คือ บรรดาความผิดที่สรรพชีวิตทำในระหว่างขั้นตอนของชีวิตนั้น ไม่อาจไปพิจารณาอีกแล้ว  ต้องขจัดทิ้งบรรดาความผิดที่สรรพชีวิตทำไว้ในประวัติศาสตร์จึงจะสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้  หรือพูดได้ว่า  ทั่วทั้งจักรวาลล้วนใช้ไม่ได้แล้ว  ยังจะไปเลือกว่าใครยังดีกว่าใครสักหน่อยเพื่ออะไรกัน  ที่ว่าดีกว่าใครสักหน่อยนั้นก็ไม่อาจจะบรรลุถึงมาตรฐานของจักรวาลได้  ดังนั้นในระหว่างการช่วยเหลือจึงไม่พิจารณาสิ่งเหล่านี้แล้ว  แล้วดูอะไรละ  ก็ดูว่าในเวลาที่ได้รับการช่วยเหลือนั้น  เขาสามารถจะรับรู้ฝ่านี้ที่ช่วยเหลือเขาได้หรือไม่  เนื่องจากทุกสิ่งในอนาคตล้วนแต่เป็นสิ่งที่ฝ่านี้สร้างขึ้นมา  ชีวิตในอนาคตจะดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมของการดำรงชีพที่ฝ่านี้มอบให้แก่เขา  ใครที่สามารถจะเข้าไปสู่อนาคต ก็จะต้องถูกฝ่าชำระล้างให้สะอาด  หล่อหลอมเข้ากับฝ่าจึงจะสามารถเข้าไปสู่อนาคต  ฉะนั้นหากแม้แต่ฝ่านี้ท่านก็ไม่สามารถรับรู้ได้แล้ว  ก็ไม่อาจจะเหลือเอาไว้ได้อย่างแน่นอน  หากเหลือเอาไว้แล้วท่านจะไปไหนได้ละ  จักรวาลในอนาคตคือสิ่งที่ฝ่านี้สร้างขึ้นมา  ไม่มีที่อยู่ของท่านแล้ว  ท่านก็จะไม่คงอยู่อีกแล้ว
          พูดให้ชัดสักหน่อย  คือขณะนี้กำลังเจิ้งฝ่าอยู่  ไม่ดูว่าในประวัติศาสตร์สรรพชีวิตได้ทำบาปไว้มากเพียงไร   ทำผิดไว้มากมายเพียงไร  ดูเพียงท่าทีต่อต้าฝ่าในช่วงเวลาของการเจิ้งฝ่า และท่าทีต่อศิษย์ต้าฝ่า  ก็คือเส้นแบ่งนี้  เส้นแบ่งนี้ที่จริงก็ไม่ใช่เส้นแบ่งอะไรแล้ว  ก็คือท่านเองคิดหรือไม่ที่จะไปสู่อนาคต  ในท่ามกลางคำลวงโลกและวัฒนธรรมที่ชั่วร้ายซึ่งพรรคชั่วคอมมิวนิสต์จีนสร้างขึ้น  มีสักกี่คนที่สามารถรับรู้ได้ถึงจุดนี้  มีสักกี่คนที่สามารถแยกแยะถูกผิดได้  มีสักกี่คนสามารถรู้ชัดในความชั่วร้ายของพรรคชั่วคอมมิวนิสต์จีน  เป็นเรื่องที่ยากมาก  ดังนั้นศิษย์ต้าฝ่าจึงได้อธิบายความจริง  เปิดโปงความชั่วร้าย  บอกให้ชาวโลกรู้ชัดเกี่ยวกับพรรคชั่วคอมมิวนิสต์จีน  เช่นนี้จึงสามารถช่วยเหลือชาวโลกได้  นี่ก็คือสิ่งที่เหล่าศิษย์ต้าฝ่าต้องทำ
          บางคนพูดว่า  พวกท่านแจก “จิ่วผิง”ก็ดี  เปิดโปงพรรคชั่วคอมมิวนิสต์จีนก็ดี นี่ไม่ใช่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือ อะไรที่เรียกว่าการเมือง  ตามหลักคิดของชาวตะวันตก ในสังคม นอกเหนือจากกิจกรรมทางศาสนาแล้วล้วนคือการเมือง  ทั่วโลกล้วนรับรู้คำจำกัดความของคำว่า “การเมือง”กันอย่างนี้   กิจกรรมทางศาสนาจัดเป็นกิจกรรมทางสังคม ในกิจกรรมของสังคม นอกเหนือจากกิจกรรมทางศาสนาชนิดนี้แล้ว  (ที่เหลือ)ล้วนจัดอยู่ในขอบเขตของการเมือง   อะไรที่ไม่นับเป็นกิจกรรมทางการเมือง  ท่านทำกับข้าวอยู่ในบ้าน ใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน  นี่ไม่นับเป็นการเมือง  เรื่องใดๆของท่านเพียงแต่เข้าสู่สังคมก็นับเป็นการเมือง  นี่เป็นการพูดจากมุมมองของสังคมเสรี  ถึงจะยืนอยู่บนทัศนคติด้านการเมืองที่ถูกพรรคชั่วบิดเบือนไปแล้ว  ก็ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่  การเมืองที่ถูกบิดเบือนไปแล้วนั้นเป็นกระบองที่ใช้ตีคน  หากอาศัยการเมืองแล้วช่วยเหลือคนได้ เช่นนั้นพวกเราย่อมใช้ได้  จะเป็นไรไปละ  เมื่อครู่ข้าพเจ้าพูดไปแล้ว ทุกสิ่งในตรีภูมิล้วนสร้างขึ้นมาเพื่อต้าฝ่า  เกิดขึ้นเพื่อต้าฝ่า  มาเพื่อต้าฝ่า  หากไม่มีเรื่องเจิ้งฝ่านี้ก็ไม่มีทุกสิ่งของมนุษย์   ฉะนั้นหากลองเปลี่ยนรูปแบบความคิดดู  ทุกท่านคิดซิว่า ใช่หรือไม่ว่าทุกสิ่งนี้ล้วนแต่มอบให้กับต้าฝ่าใช้เพื่อช่วยเหลือคน  เพื่อให้ศิษย์ต้าฝ่าใช้บำเพ็ญ  ใช่อย่างแน่นอน  ดูเพียงว่าข้าพเจ้าหลี่ หงจื้อ เลือกอะไรให้กับศิษย์ต้าฝ่า
          พูดจากอีกมุมหนึ่ง รูปแบบการบำเพ็ญของศิษย์ต้าฝ่ากับรูปแบบการบำเพ็ญในประวัติศาสตร์นั้นล้วนไม่เหมือนกัน  นี่ก็ทำให้คนจำนวนมากตามไม่ทัน  งุนงง  หากใช้รูปแบบความคิดที่พรรคชั่วคอมมิวนิสต์จีนสร้างให้กับเขามารับรู้ประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ในยุคปัจจุบัน  (หรือ)ความสัมพันธ์ระหว่างการบำเพ็ญในศาสนาที่ผ่านมากับการบำเพ็ญของศิษย์ต้าฝ่า พวกเขาเข้าใจว่าการบำเพ็ญชนิดนั้นในอดีตก็คือคนบำเพ็ญ  รูปแบบความเชื่อต่อเทพชนิดนั้นในอดีต ก็คือสามารถกลับสู่สวรรค์ได้จริง      กลับสู่สวรรค์ไม่ได้อย่างแน่นอน ปัจจุบันนี้คนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆรู้กันแล้ว  รวมทั้งคนในสังคมตะวันตก  ล้วนรู้กันมากขึ้นเรื่อยๆว่าคนนั้นเวียนว่ายตายเกิดอยู่  เพียงท่านมาถึงคนที่ตรงนี้  ใครก็ขึ้นสวรรค์ไม่ได้  นี่เป็นเรื่องแน่นอน  ไม่มีใครสามารถขึ้นสวรรค์ได้แล้ว  จิตรองนั้นเขาไม่ได้อยู่ในตรีภูมิ ทว่าอยู่ในขอบเขตของตรีภูมิ  ก็เหมือนกับที่ข้าพเจ้ายืนอยู่ในขอบเขตของโต๊ะ(โพเดียม)ตัวนี้  แต่ข้าพเจ้าหาได้เข้าไปในโต๊ะไม่  ดังนั้นจิตรองของคนสามารถบำเพ็ญสำเร็จกลับสู่สวรรค์  แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่เนื่องจากเขาอยู่ใกล้ตรีภูมิ  หลังจากกลับสู่สวรรค์แล้ว  เทพที่สูงยิ่งกว่ายังคงต้องใส่ครอบอันหนึ่งให้กับเขา ซึ่งจะแยกออกจากชีวิตบนสวรรค์ตลอดไป  ตัวเขาเองมองไม่เห็นครอบอันนี้  จุดประสงค์คือไม่ให้เขาปนเปื้อนสวรรค์  ไม่ให้ปนเปื้อนสรรพชีวิตบนสวรรค์ ถ้าข้าพเจ้าไม่พูดออกมาเรื่องนี้แม้แต่เทพก็ไม่รู้
หรือพูดได้ว่า ใครที่เข้าสู่ตรีภูมิ  ใครที่มาถึงคนที่ตรงนี้ ก็คือตกลงมาแล้ว ก็คือจะกลับขึ้นไปไม่ได้อีกแล้ว  เนื่องจากมนุษย์ในอดีตนั้นไม่มีฝ่าที่แท้จริง   ที่สามารถทำให้คนกลับขึ้นไปสวรรค์ได้  ที่พูดกันว่าองค์ศากยมุนีได้ถ่ายทอดฝ่า  พระเยซูก็พูดถึงหลักธรรมของเขา  ที่จริงสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นเพียงพูดให้กับจิต จิตหนึ่งของคนคือ จิตรองฟัง  ส่วนคนที่ฝั่งนี้ไม่สามารถเข้าใจได้  จึงทำให้การบำเพ็ญของเขา  คน ณ ชั้นผิวกับจิตหลักไม่มีทางเปลี่ยนแปลง  ผู้คนพูดกันว่าองค์ศากยมุนีพุทธะถ่ายทอดฝ่าไว้อย่างไรๆ  พวกเขาเพียงวางรากฐานทางวัฒนธรรมของมนุษย์ไว้เท่านั้น  เมื่อตอนเริ่มต้นข้าพเจ้าเคยพูดเรื่องเหล่านี้    นับตั้งแต่คน(รุ่นแรก)ที่เทพเพิ่งสร้างขึ้นมานั้น  สมองว่างเปล่า ไม่มีความสามารถที่จะรับรู้ต่อโลกนี้  ไม่มีการปฏิบัติที่เป็นจริงในสังคม  ไม่ได้ผ่านประสบการณ์  กระทั่งในการดำรงชีพของคนล้วนรับรู้ต่อฤดูกาลทั้งสี่ได้ไม่ชัดเจน   ต้องให้คนมีขั้นตอนเช่นนี้ในการรับรู้ต่อโลก   มีขั้นตอนของการวางรากฐานทางวัฒนธรรมชนิดต่างๆอย่างต่อเนื่อง  ฉะนั้นจึงต้องสร้างระบบหนึ่งไว้ให้คน  สร้างรูปแบบความคิดที่ถูกต้องและหลักคิดด้านศีลธรรม  นี่ต้องผ่านขั้นตอนประวัติศาสตร์ที่ยาวนานระยะหนึ่ง จึงจะก่อเกิดขึ้นมาได้  ดังนั้นมนุษย์ในประวัติศาสตร์จึงต้องผ่านกาลเวลานานปีอย่างนั้น  ไม่อาจจะสร้างตรีภูมิกับมนุษย์ออกมาในทันทีที่ถึงเวลาเจิ้งฝ่า  ทำไม่ได้  จำเป็นต้องมีขั้นตอนประวัติศาสตร์นี้  ทำให้คนในระหว่างเดินผ่านขั้นตอนประวัติศาสตร์นี้ สามารถยึดกุมได้จากการปฏิบัติที่เป็นจริงไปสู่หลักเหตุผล  จึงจะสามารถวางรากฐานสภาพการณ์ของมนุษย์ในวันนี้  ความคิดของมนุษย์ รูปลักษณ์ภายนอกของมนุษย์  หลักคิดด้านศีลธรรมของมนุษย์และพฤติกรรมของมนุษย์
ฉะนั้นสำหรับขั้นตอนนี้ของการปฏิบัติและรับรู้ต่อโลกนี้  ในเวลาเดียวกับที่วางรากฐานวัฒนธรรมของคน  แน่ละก็ต้องบอกสิ่งที่สำคัญที่สุดให้กับคนด้วยว่า อะไรคือเทพ  อะไรคือพระพุทธ  อะไรคือเต๋า  อะไรคือเทพที่ต่างๆกัน   จะวางรากฐานกันอย่างไร   จึงได้บอกให้เทพเหล่านี้จุติลงมา  บอกให้คนรับรู้โดยอาศัยรูปแบบการช่วยเหลือคน  ที่จริงนะ  ที่พูดกันว่าช่วยเหลือคนนั้น  เมื่อครู่ข้าพเจ้าพุดไปแล้วว่า ที่ช่วยเหลือนั้นคือจิตรอง  คนไหนๆก็ไม่สามารถขึ้นไปบนสวรรค์  ล้วนเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลก  เนื่องจากจิตรองนี้อยู่ ณ รูปลักษณ์ภายนอกของคน เป็นผลให้ตัวเขากับรูปลักษณ์ของคนนั้นเหมือนกัน  ผู้มีรากฐานปัญญาดี จะมองเห็นว่า(คน)ขึ้นสวรรค์ไปแล้ว  เทพองค์นั้น(ที่ขึ้นสวรรค์)เป็นเพียงจิตรองหนึ่งของคนที่มีรูปร่างเหมือนกับคนเท่านั้นเอง  ที่จริงกลับไม่ใช่ร่างหลักของคนๆนี้  คนๆนี้ยังคงต้องเวียนว่ายตายเกิด  ประวัติศาสตร์ก็มีการวางรากฐานแบบทีละก้าวๆอย่างนี้จนถึงทุกวันนี้   สร้างคนให้เป็นคนอย่างนี้ที่มีความนึกคิดและพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบัน  เมื่อมาถึงประวัติศาสตร์ของมนุษย์ในก้าวสุดท้ายนี้ ทำให้คนสามารถรับรู้ฝ่าได้  ฉะนั้นจึงพูดได้อีกอย่างว่า การปรากฏขององค์ศากยมุนีกับเทพจำนวนหนึ่งในประวัติศาสตร์  ก็คือปรากฏการณ์ของการถ่ายทอดวัฒนธรรมโดยเทพ    ซึ่งที่จริงก็คือการวางรากฐานให้คนสามารถรับรู้ต่อเทพได้ เป็นขั้นตอนทางความคิดขั้นตอนหนึ่งเช่นนี้ การวางรากฐานวัฒนธรรมต่อการรับรู้เทพของคน  หาไม่แล้ว  วันนี้เมื่อข้าพเจ้าออกมาถ่ายทอดฝ่า  พวกท่านไม่รู้ว่าอะไรคือเทพ  ไม่รู้ว่าอะไรคือพระพุทธ อะไรคือเต๋า  ข้าพเจ้าก็บรรยายฝ่านี้ได้ยากมากจริงๆ จะบรรยายกันอย่างไร  ข้าพเจ้าก็ต้องอธิบายคำเหล่านี้คือ พระพุทธเอย  เต๋าเอย  เทพเอย  ว่าคืออะไร  มีลักษณะพิเศษอะไร  ทำอะไรกัน  โปรดคนกันอย่างไร อะไรคือการโปรดคน  คนที่ได้รับการโปรดมีสภาพอย่างไรเป็นต้น ต้องอธิบายออกมาให้พวกท่านทั้งหมด  และแม้จะอธิบายให้แล้วก็จะไม่มีการปฏิบัติและรับรู้  ไม่มีภาพลักษณ์  ไม่มีขั้นตอนของการรับรู้  จะถ่ายทอดฝ่านี้ได้อย่างไรกัน   จะเข้ากันได้อย่างไร   ดังนั้นในระหว่างขั้นตอนของประวัติศาสตร์จึงจำเป็นต้องทำเรื่องเหล่านี้ทั้งหมดให้สำเร็จ  เมื่อถึงวันนี้คนจึงจะสามารถรับรู้ว่าอะไรคือเทพ  อะไรคือฝ่า  อะไรคือการบำเพ็ญ  อะไรคือหยวนหมั่น เป็นต้น
            พูดถึงว่า อะไรคือการบำเพ็ญ    การบำเพ็ญของศิษย์ต้าฝ่าในวันนี้จึงเป็นการบำเพ็ญที่แท้จริง  คือคนสามารถบำเพ็ญได้อย่างแท้จริงแล้ว  ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์   อะไรที่เรียกว่าการโปรดสรรพชีวิต   เทพได้ตกทอดวัฒนธรรมนี้เอาไว้ให้  แต่เขา (เทพ)กลับไม่ได้ไปทำเรื่องนี้อย่างแท้จริง   ทว่าข้าพเจ้าได้ทำแล้ว   และขณะนี้ยังเป็นพวกท่านศิษย์ต้าฝ่าที่กำลังช่วยเหลือสรรพชีวิต    และกำลังมุ่งช่วยเหลือมนุษยชาติทั้งหมด  ( เสียงปรบมือ )  ช่วยเหลือคนทั้งหมด   ฉะนั้นจึงพูดได้ว่า  ทุกสิ่งที่ศิษย์ต้าฝ่าทำนี้ ไม่ว่าท่านเข้าร่วมในเรื่องอะไร   ท่านเดินอยู่บนถนนอธิบายความจริง  แจกเอกสาร  หรือนั่งอยู่หน้าสถานกงสุลจีนเปิดโปงความชั่วร้าย   ท่านล้วนแต่กำลังบำเพ็ญตัวเองอยู่   ยืนยันความจริงให้ฝ่า  พร้อมกับกำลังช่วยเหลือชาวโลกไปด้วย   นี่ก็คือสิ่งที่ศิษย์ต้าฝ่าทำกัน  ดูเหมือนธรรมดาๆ   ทว่าล้วนแต่ยิ่งใหญ่  ล้วนแต่ยอดเยี่ยม  เนื่องจากอาชีพต่างๆของมนุษย์  สภาพแวดล้อมใดๆ ก็คือสถานที่บำเพ็ญของพวกท่าน  ในอดีตที่พูดถึงการบำเพ็ญ  พอเริ่มบำเพ็ญก็เข้าไปในวัดแล้ว  ขึ้นเขาแล้ว  วิธีการบำเพ็ญอย่างนี้ที่ข้าพเจ้ากำหนดให้ศิษย์ต้าฝ่านั้นมีคนจำนวนมากไม่เข้าใจ   ทำไมจึงบำเพ็ญโดยยังไปทำงานกันอยู่นะ  ทำไมไม่ออกบวชบำเพ็ญละ  ใช่ซิ   ที่จริงในประวัติศาสตร์องค์ศากยมุนีเคยพูดไว้ว่า  ในเวลาที่เจ้าศักดิ์สิทธิ์แห่งธรรมจักรหมุน(จ้วนหลุนเซิ่งหวาง)ลงมาอยู่ในโลกนั้นคนไม่ต้องหลีกหนีจากเรื่องทางโลกก็สามารถบำเพ็ญสำเร็จเป็นพระยูไลได้   เช่นนั้นที่ว่าไม่หลีกหนีจากเรื่องทางโลกนั้น   ไม่หลีกหนีจากเรื่องทางโลกอย่างไรกัน   โดยเฉพาะในสังคมเช่นทุกวันนี้  จะบำเพ็ญกันอย่างไรละ
เมื่อครู่ข้าพเจ้าพูดไปแล้ว  แต่ก่อนข้าพเจ้าก็เคยพูดถึงประเด็นนี้  ศิษย์ต้าฝ่านั้นมีอยู่ในสาขาอาชีพต่างๆในทุกระดับชั้นของสังคม  กำลังช่วยเหลือสรรพชีวิตในสาขาอาชีพต่างๆ  กำลังยืนยันความจริงให้ฝ่า  แสดงบทบาทของศิษย์ต้าฝ่าอยู่  อันที่จริง พวกท่านที่อยู่ในสาขาอาชีพต่างๆสามารถทำทุกสิ่งที่ควรทำให้ดีได้  ก็คือท่านกำลังบำเพ็ญอยู่  สาขาอาชีพต่างๆ ในโลกล้วนหยิบยื่นสถานที่บำเพ็ญให้กับท่าน   นี่ก็วกกลับไปยังประเด็นเมื่อครู่นี้อีก  ทุกสิ่งของมนุษย์ในตรีภูมิล้วนเกิดขึ้นเพื่อต้าฝ่า  สร้างขึ้นเพื่อต้าฝ่า  มาเพื่อต้าฝ่า   ของชนิดไหนๆ  อาชีพไหนๆล้วนสามารถบำเพ็ญได้ทั้งนั้น    พูดได้อีกอย่างหนึ่งคือ สังคมมนุษย์ก็คือสนามฝึกพลังขนาดใหญ่ที่ศิษย์ต้าฝ่าของข้าพเจ้าบำเพ็ญกัน  อยู่ที่ไหนก็สามารถบำเพ็ญได้ทั้งนั้น  ดูแค่ว่าการบำเพ็ญของท่านก้าวหน้าหรือไม่ก้าวหน้า  ในนั้นรวมทั้งพฤติกรรมที่เป็นสายลับของท่าน (ที่ประชุมหัวเราะ) ล้วนสามารถบำเพ็ญได้  ช่วยเหลือสรรพชีวิตได้   ดูแค่ว่าใจของท่านนั้นวางไว้ตรงไหน  ดูแค่ว่าท่านมีท่าทีต่อฝ่าอย่างไร
          เมื่อครู่ ปัญหาเหล่านี้ที่ข้าพเจ้าพูดนั้น  ที่จริงฝ่าเหล่านี้เมื่อก่อนล้วนแต่เคยพูดไปแล้ว  เพียงแต่เปลี่ยนมุมพูดกับพวกท่านอีกครั้ง   ข้าพเจ้าอยากจะใช้เวลาที่เหลือสักเล็กน้อยตอบปัญหาให้ทุกท่านสักหน่อย  (เสียงปรบมือ)  นานมาแล้วที่ไม่ได้พบหน้ากัน   หลายคนก็มีปัญหามากมายจะถาม  แต่ว่ามักจะมีบางคนที่ไม่ก้าวหน้าก็เปลี่ยนเป็นก้าวหน้าแล้ว  ทางที่คนอื่นเดินผ่านไปแล้วเขายังคงต้องเดินอีกสักครั้ง  ปัญหาที่คนอื่นเคยถามแล้วเขาก็ยังจะถาม (ที่ประชุมหัวเราะ) ยังมีคนส่วนหนึ่ง  เขาก็ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ  ในหนังสือได้ตอบไปหมดแล้ว  เขาไม่ดูหนังสือ  ดังนั้นพอได้พบกับข้าพเจ้าเขาก็ยังจะถาม(ที่ประชุมหัวเราะ)  ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม  สามารถเป็นศิษย์ต้าฝ่า  สามารถบำเพ็ญอยู่ในต้าฝ่า  ควรพูดว่ายอดเยี่ยมแล้วทั้งนั้น  มีคำถามก็ถามได้  ข้าพเจ้าเป็นอาจารย์ใช่ไหม  ในฐานะที่เป็นศิษย์  โดยเฉพาะคือเป็นปัญหาการบำเพ็ญ  เรื่องที่สำคัญอย่างนี้แน่ละก็ต้องพวกท่าน  ต้องอธิบายให้กับพวกท่าน  จากนี้ให้ทุกท่านใช้วิธีส่งคำถามขึ้นมา  ยังมีอยู่จุดหนึ่ง  ไม่นับห้องประชุมย่อย  พวกท่านที่กำลังนั่งอยู่เดี๋ยวนี้มีสามพันกว่าคน  ถ้าแต่ละคนเขียนหนึ่งคำถาม เราก็อ่านกันไม่หมด (อาจารย์หัวเราะ) ฉะนั้นหนา พวกเขาทีมจัดงานประชุมยังคงต้องจัดการรวบรวมสักหน่อยก่อนแล้วค่อยส่งขึ้นมา
(อาจารย์เปลี่ยนจากยืนเป็นนั่ง  ที่ประชุมปรบมือ)

หลี่ หงจื้อ

2007-4-7 

 


กลับไปสารบัญ

กลับไปหน้าแรก


หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
 info@falunthai.org