บทความแลกเปลี่ยนประสบการณ์


ดิฉันเริ่มฝึกฝ่าหลุนกงตั้งแต่เดือนมกราคม 2542 โดยตอนแรกไม่ทราบว่าฝ่าหลุนกงคืออะไร เพียงแต่อยากออกกำลังกายให้สุขภาพดี ที่จริงดิฉันได้อ่านหนังสือจ้วนฝ่าหลุนไปประมาณ 20 กว่าหน้า ก่อนหน้านี้หลายเดือน รู้สึกว่าดี แต่ไม่ค่อยเข้าใจและไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับไม่ค่อยมีเวลาว่างจึงเลิกอ่าน พอมีโอกาสได้ฝึกท่าและอ่านหนังสือไปพร้อมกัน ก็ได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตัวเอง และเข้าใจได้จากการอ่านหนังสือ ก็รู้สึกว่าแปลกดี น่าสนใจ ก็เลยฝึกมาเรื่อยๆ พออ่านไปนานเข้าก็เข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉันสนใจมากอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าน่าจะลองให้โอกาสตัวเองดู รอบแรกที่อ่านหนังสือก็รู้สึกว่าดีมาก ดีเกินไป เป็นไปได้จริงๆหรือ จุดที่ทำให้ฝึกต่อก็คือ คิดว่าเราอาจได้สัมผัสกับสิ่งดีๆเหล่านั้นเมื่อถึงเวลา คือเมื่อระดับชั้นของเราสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ก็รู้สึกว่าสิ่งที่คิดนั้นถูกต้อง

ก่อนมาฝึกฝ่าหลุนกง ดิฉันฝึกสมาธิของศาสนาพุทธกับแม่ชีท่านหนึ่งมาประมาณ 2 ปี หลังจากเรียนท่าฝึกในวันแรก ดิฉันก็ไปนั่งสมาธิกับแม่ชีตามปกติ ขณะนั่งสมาธิก็รู้สึกมือชาทั้งสองข้าง ชาขึ้นมาถึงเหนือข้อมือเล็กน้อย อาการชาชัดเจนมากและเกิดตลอดเวลาจนออกจากสมาธิ ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร เพียงแต่รู้สึกแปลกใจเพราะไม่เคยเป็นมาก่อน แม้จะชอบทำสมาธิมาก แต่ก็รู้สึกว่าไม่ควรทำอีกต่อไป จนอ่านหนังสือจ้วนฝ่าหลุนถึงตอนที่อาจารย์บอกว่าต้องบำเพ็ญวิชาเดียว จึงตัดสินใจปฏิบัติธรรมตามแบบของฝ่าหลุนกงเพียงอย่างเดียว และเข้าใจต่อมาว่าที่แขนชานั้นน่าจะมาจากการก่อเกิดพลังบางอย่างของฝ่าหลุนกงภายในร่างกาย แม้จะเพิ่งเริ่มฝึกในวันแรกและทำเพียง 2-3 ท่า แต่พลังนั้นก็รุนแรงมากพอที่จะให้เห็นถึงการต้านกันกับพลังที่ก่อเกิดจากการทำสมาธิแบบของศาสนาพุทธ จึงเข้าใจที่อาจารย์สอนว่า ถ้าบำเพ็ญมากกว่า 1 วิชาพร้อมกัน ในที่สุดก็จะไม่ได้อะไรเลย เพราะเรามีร่างกายเดียว ไม่สามารถก่อเกิดพลังของทั้งสองวิชาพร้อมกันได้ ในหนังสือจ้วนฝ่าหลุน 2 อาจารย์สอนว่า “เหตุผลที่คนจำนวนมากประสบความล้มเหลวในการบำเพ็ญก็เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถยึดการบำเพ็ญวิชาเดียว ความหมายที่แท้จริงของ “หลักการบำเพ็ญหนึ่งวิชาและเพียงหนึ่งหนทางเท่านั้น” มาจากพระพุทธเจ้าศากยมุนี หมายถึงคนคนหนึ่งไม่สามารถฝึกระบบการบำเพ็ญที่แตกต่างกันในขณะเดียวกันได้” (All ways lead to the origin, English version, p. 59)

เมื่อต้นปี 2543 ที่ทำงานมอบหมายให้ดิฉันเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อติดต่อเรื่องงาน ในการเดินทางขาไปดิฉันเกิดท้องเสียบนเครื่องบิน จากกรุงเทพไปญี่ปุ่นมีอาการท้องเสียไม่มากนัก แต่จากญี่ปุ่นไปอเมริกามีอาการปวดท้องมาก ยิ่งนานยิ่งปวดท้อง ปวดท้องจนจะเป็นลม ที่นั่งก็ไม่มีเสียงสำหรับฟัง ก็เลยนั่งอ่านหนังสือจ้วนฝ่าหลุนไปตลอดทาง ดิฉันเดินทางคนเดียว รู้สึกกลัว ยิ่งปวดท้องก็ยิ่งกลัว กลัวว่าตัวเองจะเป็นลม จะบอกพนักงานก็ไม่อยากบอกเพราะนึกว่า ถ้าบอกเขาก็ต้องเอายามาให้ แต่เราก็จะไม่กินยาเพราะรู้ว่ากำลังชำระกรรม ก็ดูเหมือนไม่มีประโยชน์ที่จะบอก ในที่สุดเมื่อใกล้จะถึงอเมริกา คืออีกไม่ถึง 1 ชั่วโมง อาการปวดท้องก็ถึงที่สุด รู้สึกมองอะไรเห็นเป็นสีเทาไปหมด ลุกไม่ไหว ถ้าลุกขึ้นก็ต้องเป็นลมแน่ แต่ในใจยังมีสติดีมาก นึกว่าเราจะทำอย่างไร ถ้าอยู่ในสภาพนี้เราลุกไม่ไหว แล้วจะต่อเครื่องบินได้อย่างไร แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า อาจารย์สอนว่ามีอะไรให้มองเข้าข้างใน ดูว่าตัวเองมีอะไรที่ต้องแก้ไขบ้าง เรามีจิตยึดติดอะไร แล้วก็สำรวจความรู้สึกของตัวเอง ก็รู้สึกว่าตัวเองกลัวมาก กลัวเป็นลมเพราะเดินทางคนเดียว แล้วจะต่อเครื่องบินไม่ทัน หรือเป็นเพราะความกลัวของเราที่ทำให้เราไม่หายสักที ความกลัวก็เป็นจิตยึดติดแบบหนึ่ง พอคิดเพียงเท่านั้น ก็รู้สึกร้อนมากๆภายในร่างกาย ร้อนเหมือนมีไฟเผาอยู่ทุกเซลล์ ไม่เหมือนร้อนจากอากาศร้อน ร้อนจนรู้สึกจะทนไม่ได้ แต่ความร้อนนั้นเกิดขึ้นไม่นาน ไม่น่าจะเกิน 2 นาที แต่ร้อนแบบบอกไม่ถูกเลย หลังจากนั้น ไม่เกิน 5 นาที ก็เหงื่อแตกทั้งตัว รู้สึกว่าชุ่มไปหมด แล้วอาการปวดท้องก็หายเป็นปลิดทิ้ง แล้วทุกอย่างก็ปกติ นานๆก็จะรู้สึกปวดแปล๊บๆลึกๆสักครั้ง อาการที่หายอย่างรวดเร็วนี้ไม่มีทางที่จะสามารถอธิบายได้จากมุมมองทางการแพทย์ เนื่องจากถ้ารับประทานยาก็ต้องรอให้ยาออกฤทธิ์ ต้องรอช่วงเวลาหนึ่ง และอาการจะค่อยๆทุเลา ไม่หายอย่างฉับพลันเช่นนี้ ดิฉันรู้สึกว่าฝ่าหลุนกงนี้ดีมาก เพียงแต่ค้นหาจิตยึดติดหรือข้อบกพร่องจากตัวเองได้แล้วปัญหาก็หายไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นอย่างที่อาจารย์บอกไว้จริงๆ พออ่านหนังสือหลายรอบขึ้นจึงเข้าใจมากขึ้นๆ

อีกประสบการณ์หนึ่งที่ดิฉันขอแลกเปลี่ยนกับท่านคือ “ความคิดไม่ใช่ตัวเรา” วันหนึ่งดิฉันนั่งสมาธิท่า 5 ได้ดีมาก จนรู้สึกถึงตัวเองที่แท้จริงข้างใน ว่าเป็นอะไรที่ละเอียดมากๆ ทันทีที่ความคิดจากความทรงจำผุดขึ้นมา ก็รู้สึกถึงความหยาบของอนุภาคความคิดนั้น รู้สึกว่าหยาบ มืด และอยู่ห่างจากตัวเราเองจริงๆมาก ในภายหลังเมื่อคิดกลับไป จึงเข้าใจมากขึ้นที่อาจารย์สอนว่า เวลาที่เราฝึกท่า 5 แล้วมีความคิดผุดขึ้นมา ให้บอกตัวเองว่า ความคิดนี้ไม่ใช่ตัวเรา หรือคำสอนอื่นๆ ของอาจารย์ที่ว่าความคิดที่ไม่ดีและกรรมทางความคิดนั้นไม่ใช่ตัวเรา รู้สึกว่าตัวเราเองจริงๆสะอาด บริสุทธิ์ และละเอียดมากๆ เข้าใจว่าที่อาจารย์สอนให้กำจัดทัศนคติความทรงจำที่ไม่ดี กรรมทางความคิด และสิ่งรบกวนจากภายนอก นั้นสำคัญมากจริงๆ

ในหนังสือจ้วนฝ่าหลุน 2 (Buddha-nature, English version, p. 39) อาจารย์สอนว่า “จิตหลักของคนไม่เปลี่ยนเพราะทัศนคติความทรงจำ(notion)ที่ก่อเกิดขึ้นมา ธรรมชาติของจิตหลักจะไม่เปลี่ยนแปลงเพราะทัศนคติความทรงจำที่ก่อเกิดขึ้นมา ธรรมชาติของคนถูกกลบ ปกคลุมด้วยหรือล้อมรอบอย่างสิ้นเชิงด้วยทัศนคติความทรงจำและกรรมชนิดที่แตกต่างกันได้ และไม่สามารถแสดงตัวเองออกมา แต่มันจะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะว่ากรรมไม่ใช่สสารเล็กขนาดนั้น กรรมเกิดในสังคมโลกและประกอบด้วยสสารทางโลก ดังนั้นมันจึงไม่สามารถเข้าถึงสภาวะในระดับจุลภาคขนาดนั้น อย่างไรก็ตาม ขณะที่ชีวิตของคนถูกสร้างขึ้นมา สสารอยู่ในระดับจุลภาคอย่างที่สุด ดังนั้น กรรมจึงไม่สามารถผสมเข้ากับมันได้ เพียงแต่ธรรมชาติของมนุษย์ที่ถูกกลบอยู่ข้างในกรรม”

2001-11-11