จิตกับกาย (หรือ วัตถุ ) เป็น สิ่งเดียวกัน

คำพูดที่ว่า จิตกับกาย (หรือ พลังงาน กับ วัตถุ สสาร ) เป็น สิ่งเดียวกันนั้น เป็นที่ยอมรับกันมานานแต่โบราณกาล แต่ก็เป็นเพียงการยอมรับแบบ แกนๆ ไม่ได้มีความหมายในเชิงปฏิบัติอะไร สำหรับคนธรรมดาสามัญทั่วๆไป โดยเฉพาะคนในยุคนี้ ที่แทบไม่สนใจเรื่องจิตใจ เพราะถูกครอบงำโดย ความคิด วัตถุนิยมอย่างสุดขั้ว คำว่า " นามธรรม " ถูกนำมาใช้กับสิ่งที่สัมผัสไม่ได้ด้วยตา หรือ แตะต้องไม่ได้ด้วยผิว กาย คนจำนวนไม่น้อยจึงกล้าทำสิ่งผิดๆ ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันผิด โดยเชื่อว่า ถ้าทำไปโดยไม่ให้ใครเห็นหรือ มีหลักฐานหลงเหลืออยู่ เขาก็จะไม่ถูกลงโทษ ไม่ต้องชดใช้อะไร ดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่เสมอๆในหน้าหนังสือพิมพ์ แม้จะเคยได้รับการสั่งสอนเรื่อง" กรรม หรือ บาป " กับ " กฎแห่งกรรม " มาตั้งแต่เล็ก แต่ทำไมพวกเขาจึงยังก่อกรรมอยู่อย่างไม่หยุดหย่อน ในที่นี้ผมจะลองนำความรู้เล็กๆน้อยๆ ในวิชา วิทยาศาสตร์ สาขา ฟิสิกส์ เรื่อง "ทฤษฎี ควอนตัม แมคคานิกส์ " มาประยุกต์ เชื่อมโยงมาสู่เรื่อง จิตกับกาย หรือ วัตถุ ดังกล่าวข้างต้น

ทฤษฎีควอนตัมฯ ศึกษาเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ของแสง หรือ รังสี โดยการคำนวณ และทดลองทางวิทยาศาสตร์ เช่น การยิงแสงพลังงานสูงไปกระทบผิวโลหะ ทำให้ อีเลคตรอน หลุดออกมา ซึ่งเขาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า" โฟโตอีเลคทริค " และเรียกอีเลคตรอนที่หลุดออกมาว่า โฟโตอีเลคตรอน ต่อมาไอน์สไตน์เรียกมันใหม่ว่า โฟตอน หลังจากได้แก้ปัญหาบางประการที่ไม่สามารถอธิบายได้ ก่อนหน้านั้น เพราะนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลองเรื่องปรากฎการณ์โฟโตอีเลคทริค ไม่เข้าใจว่า ที่แท้แล้ว โฟตอน ก็ คือ อนุภาคชนิดหนึ่ง หาใช่ เป็นเพียง คลื่นรังสีเท่านั้น นั่นคือ พลังงาน (หรือ คลื่นแสง /คลื่นรังสี ) กับ อนุภาค(หรือสสาร หรือวัตถุ ) ก็คือสิ่งเดียวกัน เพียงแต่มันไม่ได้แสดงคุณสมบัติ หรือ คุณลักษณะทั้งสองด้าน ออกมาพร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน ทฤษฎีนี้ ทำให้เกิดความรู้ ว่าจะทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยน สสาร ให้เป็นพลังงานได้ รูปธรรมของการประยุกต์ความรู้ดังกล่าวมาใช้ ได้แก่ การสร้างระเบิดนิวเคลียร์ หรือ ปรมาณู กับ การใช้ประโยชน์ด้านอื่นจากพลังงานปรมาณู โดยการกระตุ้นให้แร่กัมมันตรังสี เช่น ยูเรเนียม ปลดปล่อยพลังงานออกมา ทั้งในรูป ความร้อน แสง เสียง

ต่อมา นักฟิสิกส์ ยังสามารถ เปลี่ยน พลังงาน กลับไปเป็นสสารได้ด้วย คือ A.Mellissnos กับ คณะ ได้ทดลองยิงแสงเลเซอร์พลังงานสูง 5 แสนล้านวัตต์ ผ่านเลนส์รวมแสง ให้เป็นลำแสงที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง0.001 มม. พุ่งชนกระแสอีเลคตรอน อย่างเฉียงๆ ทำให้เกิด อนุภาคอีเลคตรอน และ โพสิตรอน ได้ สรุปคือ นี่เป็นการสร้างสสารจากแสง ( ซึ่งก็คือ พลังงาน )ล้วนๆ

จากการทดลองทั้งสองข้างต้น จึงไม่อาจปฏิเสธได้ ว่า สสาร กับ พลังงาน เป็นสิ่งเดียวกัน หรือ กาย กับ จิตก็คือสิ่งเดียวกันนั่นเอง

ยังมีอีกการทดลองหนึ่งที่จำเป็นต้องกล่าวถึง เพื่อประกอบการอธิบาย ของผม นั่นคือการคำนวณเรื่อง" สัญญาณที่เร็วกว่าแสง "ของ G.C.Hegerfeldt แห่งมหาวิทยาลัย Gottingen ประเทศเยอรมัน เขาพบว่า อะตอม 2 ตัวไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลกันเพียงใด ใน จักรวาลจะสามารถส่งสัญญาณติดต่อกันได้ ด้วยความเร็วที่เร็วกว่าแสง ซึ่งสอดคล้องกับการทดลองเมื่อ 10 ปีก่อน ของ นักฟิสิกส์ฝรั่งเศส ชื่อ Aspect เคยทดลอง ให้นักวิทยาศาสตร์ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนว่า เวลาอะตอมปลดปล่อยอนุภาคแสง (photon) ออกมา 2 ตัว ให้อนุภาคทั้งสองนั้นพุ่งไปในทิศตรงกันข้าม อนุภาคแสงทั้งสองจะยังคงสภาพ เสมือนว่ามีสายสัมพันธ์โยงใยถึงกันตลอดไป ไม่ว่ามันจะอยู่ไกลถึงคนละขอบของจักรวาล ก็ตาม เพราะเวลา Aspect ทดลองวัดคุณสมบัติของอนุภาคแสงตัวหนึ่ง การวัดของเขามีผลกระทบ ต่ออนุภาคอีกตัวหนึ่งทันทีทันใด และความเร็วของการรบกวนนั้นพุ่งไป ด้วยความเร็วที่สูงกว่าแสง

การทดลองนี้บอกเราว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาล ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว หากทั้งหมดล้วนมีปฏิสัมพันธ์กัน อย่างสลับซับซ้อน ยิ่ง และสัญญาณที่เร็วกว่าแสงนั้นก็ไม่น่าจะเป็นอื่นไปได้ นอกจาก กระแสจิต

และเมื่อนำความรู้ทั้งหมดดังกล่าวมาประมวล เข้ากับ ทฤษฎี โลกหลายใบ ( Many worlds theory ) ของนักศึกษา ปริญญาเอกด้านฟิสิกส์ คนหนึ่ง ในปีคศ.1957 กับทฤษฎีเส้นสาย ( String Theory ;the multi-dimensional universe ) ของ W.Siegel ที่ได้แนะนำทฤษฎีนี้แก่ ที่ประชุม World Scientific ที่สิงคโปร์ ในปี คศ.1988

ทั้งสองทฤษฎี ต่างพิสูจน์ว่า จักรวาลประกอบไปด้วยมิติต่างๆ ไม่น้อยกว่า 10 มิติ ( รายละเอียดหาอ่านได้ที่ www.scotch.mit.edu/science/string.htm ) คำว่า " มิติ "หรือ dimension ที่ว่านี้ มิใช่ มิติในความหมายทางคณิตศาสตร์ - กว้าง , ยาว , สูง ที่เราคุ้นเคย แต่มันหมายถึง โลกมิติ ที่ประกอบด้วย วัตถุ และ กาลเวลา ที่สมบูรณ์แบบเฉกเช่นเดียวกับโลกที่เราอาศัยอยู่ ทว่าเป็นโลกที่ อยู่ในระดับอนุภาคที่มีขนาดแตกต่างกันไป หากนำคำสอนของอาจารย์หลี่ หง จื้อ มาพิจารณาประกอบแล้ว มันก็คือ โลกในระดับ โมเลกุล, อะตอม,อีเลคตรอน,นิวเคลียสอะตอม,ควาร์ก และ นิวทรีโน กล่าวคือ โลกในระดับโมเลกุลนั้น ทุกสิ่งที่ปรากฏล้วนประกอบขึ้นมาจากอนุภาคระดับโมเลกุลขนาดต่างๆ กันไม่ว่าจะเป็นอากาศ น้ำ ก้อนหิน ต้นไม้ คน สัตว์ ในทำนองเดียวกัน โลกในระดับอะตอม ทุกสิ่งที่ปรากฎ ก็ล้วนประกอบขึ้นจากอนุภาคระดับอะตอมขนาดต่างๆกัน โดยมีกาลเวลาที่ต่างกันไปในแต่โลกมิตินั้น

อาจารย์หลี่ หง จื้อ ยังอธิบายต่อไปว่า มิติทั้งหลายนั้นดำรงอยู่พร้อมกันในเวลาเดียวกัน ณ ตำแหน่งเดียวกันในจักรวาล ความหมายก็คือ ร่างกายของเราก็ตาม วัตถุสิ่งของใดๆก็ตาม ล้วนปรากฏอยู่พร้อมกัน ใน มิติระดับต่างๆกัน เช่นเดียวกับที่นักฟิสิกส์ พบว่า อนุภาคอีเลคตรอน ดำรงอยู่พร้อมกัน ใน โลกหลายๆใบ และมีปฏิสัมพันธ์กันด้วย

หากเป็นเช่นนี้จริงแล้ว ท่านลองคิดดู ( กล่าวสำหรับคนที่คิดชั่ว )ทันทีที่ท่านคิดอะไรออกมา กระแสความคิดของท่านที่ส่งออกมาในรูปของคลื่นพลังงาน ย่อมจะก่อรูปขึ้นเป็น สสารชนิดหนึ่งได้ด้วยมิใช่หรือ และเมื่อเป็นสสาร มันจะสูญหายไปจากโลกไหม ? มันย่อมไม่สูญหายไป ตามกฎฟิสิกส์ ที่ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ ว่า สสารใดๆย่อมไม่สูญหายไปจากโลก ดังนั้นนี่มิใช่หลักฐาน อย่างหนึ่งหรือ เมื่อเป็นเช่นนี้ มันจะยังเป็นความลับอีกต่อไปหรือไม่ ( คนชั่วมักเชื่อว่าเขาสามารถรักษาความลับไว้ได้ ) นี่เพียงแค่ความคิดก็ยังปรากฎร่องรอยเหลือไว้แล้ว มิพักต้องไปพูดถึง การกระทำของเขา ดังนั้นในอีกมิติหนึ่งความคิด หรือ การกระทำ หรือกรรมใดๆที่เกิดขึ้นนั้นย่อมจะยังคงอยู่ ย่อมจะมีผู้พบเห็น เช่นนี้แล้ว ท่านจะไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องชดใช้หรือ (ในกรณีของ กรรมชั่ว ) ? ดังนั้นอันคนชั่วถึงแม้จะรอดพ้นจากอาญาของโลกนี้ แต่เขาย่อมไม่พ้นไปจากอาญาสวรรค์ ( โลกอีกมิติ ที่สูงกว่า ) เช่น เขาอาจประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต หรือ เป็นโรคร้ายอย่างมะเร็ง หรือ อุบัติภัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในมิตินี้

ในทางกลับกัน กรรมดี ย่อมได้รับ การตอบสนองในทางที่ดี ไม่ช้าก็เร็ว

บรรดาความรู้ฟิสิกส์ข้างต้น ยังสามารถนำมาเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจกับปัญหาด้านต่างๆของคนเราได้อีกมากมาย.....................

อาทิเช่น ทำไมคนเรายังทำความผิด ทั้งๆที่ก็รู้ว่ามันผิด ? อย่างเช่น นักการเมือง หรือข้าราชการ คอร์รัปชั่น ทั้งๆที่ปากยังพูดว่าจะปราบคอร์รัปชั่นให้หมดไป ถ้ามองอย่างผิวเผินก็คือ เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา คนอื่นๆก็ทำกัน ส่วนคนที่ยังไม่ทำเพราะไม่มีโอกาส แต่หากพิจารณาจากมุมมองของความรู้ฟิสิกส์ข้างต้น ความนึกคิดของคนเราก็เป็นสสารชนิดหนึ่งมิใช่หรือ ( และสสารทุกชนิดล้วนมีพลังงาน มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับขนาดของอนุภาคของสสารนั้นๆ อนุภาคยิ่งเล็กพลังงานยิ่งมาก เช่น ระเบิดปรมาณู เป็นต้น ) ทันทีที่คิดมันก็เกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า ทัศนะคติความทรงจำ หรือ notion แต่อาจคงอยู่ได้ไม่นาน หรือ มีพลังงานต่ำ แต่หากเขาเฝ้าคิดเรื่องเดียวกันซ้ำๆหลายสิบครั้ง หลายร้อยครั้ง หรือ กระทั่งเป็นพันๆครั้ง จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ความคิดนี้ย่อมจะก่อรูปขึ้นอย่างแข็งแรง (ในอีกมิติหนึ่งที่อยู่เหนือความสามารถในการมองเห็นของมนุษย์ )มีกำลังหรือพลังงานมาก จนสามารถส่งผลสะท้อนกลับมาควบคุมผู้ที่คิดได้ในที่สุด เนื่องจากมันมีพลังงานสูงกว่า มันย่อมสามารถบังคับสมองเขาให้สั่งการ ลงมือกระทำอย่างที่คิดได้จริงๆ เรียกว่า แปรจินตนาการให้เป็นรูปธรรม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เขาได้ตกเป็นทาสของมันไปโดยไม่รู้ตัว หรือ กระทั่งหลงเข้าใจไปว่านั่นคือส่วนหนึ่งของตัวเขา เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวเขา เป็นจิตของเขาเอง ดังนั้นทุกครั้งที่เขาทำผิด เขาจึงไม่รู้สึกผิด หรือ แม้แต่มีคนตำหนิว่าเขาผิดเขาก็จะ หาข้ออ้าง หาเหตุผลต่างๆนานา มากลบเกลื่อนเสีย เพื่อปกป้อง ตัวเอง( เจ้าทัศนะคติความทรงจำหรือnotionนั้น ) เด็กเล็กๆจะยังไม่มี notion แต่เมื่ออายุได้ หก ขวบขึ้นไป เขาจะเริ่มคิดเป็น notion ก็จะเริ่มเกิดขึ้นในตอนนี้เอง หากเขาได้รับการปลูกฝังที่ดี ให้คิดแต่สิ่งดีๆ notion นั้นก็จะดี ตรงกันข้าม หากเขาคิดแต่เรื่องไม่ดี หรือ คิดไม่ดีบ่อยๆ notion ที่เกิดขึ้นก็ไม่ดีด้วย จนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ notion นั้นก็จะแข็งแรงและมีกำลังมาก ยากจะเปลี่ยนแปลงหรือขจัดไปได้ ตราบเท่าที่เขายังหลงเข้าใจว่า มันคือ ส่วนหนึ่งของตัวเขา ดังนั้นการเริ่มต้นปรับปรุงแก้ไขตนเองต้องเริ่มจากการหันกลับมามองภายในตนให้ได้ ต้องแยกให้ออกว่า ลักษณะดั้งเดิมหรือธาตุแท้ ของจิตเรานั้นละเอียดบริสุทธิ์ มีสัจจะ มีเมตตา มี ความอดทนอดกลั้น อันเป็นคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล ตามที่อาจารย์หลี่ หง จื้อ สอนไว้ ซึ่งแตกต่างจาก notion ที่หยาบ สกปรก สับปลับกลิ้งกลอก เห็นแก่ตัว ไร้เมตตา และไม่ยอมอดทนต่อความทุกข์ การเสียเปรียบ เสียประโยชน์ ชื่อเสียง หน้าตา ศักดิ์ศรี อะไรต่างๆ ของตน

จิตของเรานั้นเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในมิติที่เล็กละเอียด เช่นอะตอม แต่ notion เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในมิติที่หยาบกว่า เช่น โมเลกุล ดังที่เราเคยได้ยินคำกล่าวในวงการผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ว่า ในขณะนั่งสมาธิ เมื่อเข้าสู่สภาวะที่จิตนิ่งมาก ไร้ซึ่งความคิดใดๆ จะรู้สึกได้ถึงความละเอียดของจิต ซึ่งละเอียดจนไม่มีคำพูดใดๆจะบรรยายได้ นี่ก็คือ ภาวะที่ ผู้ฝึกสมาธินั้น ได้ สัมผัสรับรู้ถึง สภาพที่แท้จริงของตน ความละเอียดที่ว่านั้นบางครั้งก็ทำให้รู้สึกว่า ตัวเราไม่รู้หายไปไหน เหลืออยู่แต่เพียง ความรู้สึกนิดๆ ว่า เขากำลัง ฝึกสมาธิอยู่ เท่านั้น อาจกล่าวได้อีกอย่างว่า เขาได้เข้าสู่ความว่าง คือว่างจากความนึกคิดใดๆ แต่ไม่ใช่ว่า ว่างจนไม่มีอะไรเลย อันที่จริงในการทดลองสร้างสสารจากแสง ดังกล่าวข้างต้น นักฟิสิกส์ ก็พบว่า ในสูญญากาศ ที่เคยเข้าใจกันว่า ว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะ สสารที่เกิดขึ้น ในการทดลองนั้น ก็เกิดขึ้นใน สภาพสูญญากาศนั่นเอง ดังนั้น ความเข้าใจที่ว่า ความว่าง หมายถึงไม่มีอะไรเลย จึงไม่ถูกต้องอีกต่อไป ทั้งในมุมมองของฟิสิกส์ และ การฝึกสมาธิ กล่าวสำหรับการฝึกสมาธิ ความว่างแบบไม่มีอะไรเลย คงไม่ใช่อะไรอื่น นอกจาก การหลับ ไม่เหลือแม้สติ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย

เราเคยได้ยินกันแล้วว่า ในลัทธิเต๋า นั้น ท่านปรมาจารย์ เหลาจื่อ กล่าว ว่า สรรพสิ่งเกิดจาก ความว่าง โดย เริ่มแรก เกิดเป็น หยิน กับ หยาง แล้วจึงพัฒนา เป็น สิ่งต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน ตามลำดับ ความว่างที่ท่านกล่าวนั้นก็อยู่ในจักรวาลนั่นเอง สอดคล้องกับ การเกิดของสสารในสูญญากาศที่ว่านั้น และก็สอดคล้องกับคำสอนของท่านอาจารย์หลี่ หง จื้อ ที่ว่า จุดเริ่มต้นของสรรพสิ่งทั้งหลาย รวมทั้งชีวิต และจิต ก็ถือกำเนิดขึ้นในมิติต่างกันของจักรวาล ที่มีระดับชั้นต่างๆกันนับไม่ถ้วน ดังนั้นมันจึงมี คุณสมบัติพิเศษ ของ จักรวาล - ความจริง ความเมตตา ความอดทน อยู่ด้วย กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า คุณสมบัติดั้งเดิมของ จิต ก็ คือ ความจริง-ความเมตตา-ความอดทน

ดังนั้นการบำเพ็ญจิต ย่อมมีเป้าหมายอยู่ที่ การหวนคืนสู่สภาวะดั้งเดิมนั้น คือการเข้าถึง คุณสมบัติพิเศษของจักรวาล ความจริง-ความเมตตา-ความอดทน โดยการสลัด จิตยึดติดต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ ลักษณะที่แท้จริงดั้งเดิมของจิตออกไป จิตยึดติดทั้งหลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง เป็นสิ่งแปลกปลอม ดังคำพูดที่ว่า เด็กนั้นบริสุทธิ์เหมือนผ้าขาว

แต่เมื่อเกิดอยู่ในสังคมที่ไม่บริสุทธิ์ก็แปดเปื้อน จนเป็นสีเทาบ้าง สีดำบ้าง ในที่สุด การที่จะหวนคืนสู่สภาพเดิมที่บริสุทธิ์ จึง ต้องเริ่ม จากการหยุดมองออกสู่ภายนอก หันมาพิจารณาภายในจิตของตน แยกแยะให้ออกว่า อะไรคือสิ่งแปลกปลอมที่ปนเปื้อนเข้ามา ซึ่งมิได้หมายความว่าต่อแต่นี้ไป ให้ท่านหยุดทำหน้าที่การงานต่างๆ แล้วเก็บข้าวของทิ้งบ้านช่อง ครอบครัว ไปอยู่ป่าเขา หรือ ปลีกตนออกจากสังคม ไปพิจารณาภายใน อย่างเดียว ไม่ใช่เช่นนี้ อาจารย์หลี่ ฯ สอนว่า สังคมนี้ ด้านหนึ่ง มันมอมเมาเรา ทำให้เราเกิดการยึดติดสารพัด แต่อีกด้านหนึ่งมัน เป็น ที่ๆ ดี สำหรับการฝึกขัดเกลาจิตใจ คือในขณะที่เกิดความขัดแย้งขึ้น หากเราสามารถหยุด การโต้ตอบด้วยอารมณ์ ตาม notion ของเรา แต่ย้อนกลับมามองภายในใจตน ว่าในขณะนั้น มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในใจ มีความคิดไม่ดีอะไรกำลังเคลื่อนไหวอยู่ จิตของเราไปยึดติดกับอะไรอยู่ ให้หยุดมัน ควบคุมมันไว้ ก่อน พยายาม ผลักไสมัน สลัดมัน ออกไป ในขณะที่เราพยายามทำเช่นนี้ เราย่อมรู้สึกเจ็บปวด เพราะมันเป็นการต่อสู้ ที่รุนแรง ชนิดหนึ่ง การต่อสู้เพื่อเอาชนะมัน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะรู้สึกเจ็บปวด แต่ครั้นเราชนะ ความรู้สึกโล่งสบาย และสดชื่น กระปรี้กระเปร่า จะเกิดขึ้นแทนที่ เกิดความมั่นอกมั่นใจ นี่คือแนวทางกว้างๆ ในทางปฏิบัติ ส่วนในเวลาปกติที่ปราศจากความขัดแย้ง ก็ ให้ ฝึกความเมตตา ด้วยการคิดถึงผู้อื่นก่อนเสมอๆ เมื่อจะทำ จะพูด อะไร การทำเช่นนี้ จะช่วยให้เรา ไม่หลงติดกับ หรือพบทางตัน เมื่อเผชิญกับความขัดแย้ง ซึ่งจะเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวเสมอ

จิตของเรานั้นแม้จะเป็นสสารที่เล็กกว่า มีพลังงานสูงกว่า notion แต่หากไม่ได้รับการฝึก ก็จะอยู่ในสภาพคล้ายหลับเพราะไม่ถูกกระตุ้น [ non-activated ] ไม่อาจส่งพลังงานมาควบคุมสมองได้ เช่นเดียวกับแร่ยูเรเนียมที่ฝังอยู่ใต้ดิน ยังไม่ถูกขุดขึ้นมาใช้ประโยชน์ ในขณะที่ notion กลับได้รับการกระตุ้นบ่อยๆ จึงสามารถส่งพลัง มาควบคุมสมองได้ ทำให้คนๆนั้นดำเนินชีวิตไปตาม การบงการของ notion โดยไม่รู้ตัว ต่อเมื่อคนๆนี้ เริ่มต้นฝึกจิต บำเพ็ญปฏิบัติธรรม จิตที่หลับก็จะตื่นขึ้นมา ( เพราะได้รับการกระตุ้น ) จิตก็จะส่งพลัง มาควบคุมสมอง แทน notion ได้มากขึ้นตามลำดับ จนในที่สุดจิตที่ตื่นทั่วพร้อม ก็สามารถควบคุมสมองได้อย่างเบ็ดเสร็จ สมบูรณ์ คนๆนี้ก็หลุดพ้นคืนสู่สภาพดั้งเดิมแท้จริงของตน เป็นผู้รู้แจ้งในที่สุด ประดุจดอกบัวที่โผล่พ้นน้ำเบ่งบานเต็มที่

นักฟิสิกส์ อัจฉริยะ อย่าง ไอน์สไตน์ หรือ นีล โบห์ม ได้เคยปรารภไว้ ในช่วงบั้นปลายของ ชีวิตตน ในทำนองที่ว่า สิ่งที่อยู่เหนือ วิทยาศาสตร์ ก็ คือธรรมะใน ศาสนา เพราะเขาตระหนักดี ว่า บรรดาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้มา ล้วนมาจากประสบการณ์ทางอ้อม โดยผ่านกระบวนการแปลผลจากข้อมูลที่ได้รับมาจากเครื่องมือตรวจวัดชนิดต่างๆ ร่วมกับการคำนวณ หาใช่ประสบการณ์ทางตรงไม่ ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ไม่อาจก้าวล่วงไปได้เลย ดังนั้น ถึง แม้วิทยาศาสตร์ จะก้าวหน้าเพียงใด ก็ยังอยู่ห่างไกล เหลือเกิน จากความจริง ของ ชีวิต,สรรพสิ่ง และ จักรวาล เพราะเหตุใดหรือ ? อาจารย์หลี่ หง จื้อ ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน ว่า เพราะมนุษย์ ถูกจำกัด อยู่ใน มิติของโมเลกุล กับ ดวงดาว คือ ดวงตามนุษย์ สามารถมองเห็น สิ่งที่เล็กที่สุดแค่ระดับโมเลกุล และเห็นสิ่งที่ใหญ่ที่สุดแค่ระดับดวงดาว สิ่งที่เล็ก หรือ ใหญ่กว่านี้ มนุษย์ ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาของตน ( วิทยาศาสตร์การแพทย์รู้ว่า ตามนุษย์ สามารถมองเห็น แสงในช่วงความยาวคลื่นระหว่าง 400-700 นาโนเมตร เท่านั้น ) ในขณะที่จักรวาลประกอบด้วยมิติต่างๆ นับไม่ถ้วน กว้างใหญ่ไพศาลสุดประมาณ ชีวิตก็สลับซับซ้อนอย่างยิ่ง ดังนั้นด้วยสมองที่ทำงานได้สูงสุดไม่เกิน 30 % ของคนเรา จึงสุดวิสัยที่จะเข้าใจ สิ่งต่างๆ นั้นได้ มีเพียงหลักธรรมเท่านั้น ที่จะไขปริศนา ของ ชีวิต และ จักรวาลได้

ผู้ฝึกฝ่าหลุนกงในประเทศไทย

2001-12-24