
วิทยาศาสตร์ ต้องการ
ใจที่เปิดกว้าง
การที่จะพูดถึงวิทยาศาสตร์ นั้น คำถามแรกสุดที่เราต้องตอบให้ได้คือ อะไรคือ วิทยาศาสตร์ ?
วิทยาศาสตร์ คือ สูตร ต่างๆ บน กระดานดำ หรือ ? หรือ คือ บรรดาทฤษฎี และ กฎต่างๆ ในหนังสือ ? หรืออาจเป็น โปรแกรมต่างๆ ที่ วิ่งอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ?
ความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า คือ สิ่งที่กล่าวทั้งหมดข้างต้นนั้น เป็น เพียง ปรากฏการณ์ ชั้นเปลือกนอกเท่านั้น มันไม่ได้เป็นตัวแทนที่แท้จริงของวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์ที่แท้จริง ควรจะเป็น การอธิบาย และ ความเข้าใจ ต่อ กฎเกณฑ์ รูปธรรม ของ จักรวาล , ชีวิต และ โลกวัตถุ
คำว่า" การอธิบาย " และ " ความเข้าใจ " โดยตัวมันเอง ก็ ชี้ให้เห็นว่า จริงๆแล้ว มนุษย์มิได้ ล่วงรู้ถึง เหตุผลที่แท้จริงของ การเปลี่ยนแปลง วิวัฒนา ของ สรรพสิ่ง เลย เขาเพียงแต่วิเคราะห์มันโดยอาศัย ประสบการณ์ที่ผ่านมา อาศัย ทฤษฎีและ ตรรกะที่มีใช้กันอยู่ ในขณะนั้นๆ การวิเคราะห์นี้อาจจะถูกต้อง และ ก็อาจไม่ถูกต้องด้วยก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น สรรพสิ่งนั้นอาจปรากฏออกมาเพียงส่วนหนึ่ง ที่ชั้นผิว แต่อันที่จริง ธรรมชาติของ วัตถุสสารนั้น หาได้เปิดเผยออกมา อย่างกว้างขวางไม่ อย่างไรก็ตาม จากการสะสมความรู้มานานปี คนเราก็ค่อยๆ สร้างระบบของการวิเคราะห์ และการแก้ไขปัญหา ระบบหนึ่งขึ้นมา และพบว่าระบบนี้ค่อนข้างสมเหตุสมผล และเริ่มเชื่อถือมัน โดยปริยาย ผลที่ตามมาคือ คนเรา ก็ ไม่ใส่ใจอีกต่อไปในการตรวจสอบ ว่า ระบบดังกล่าวนั้น สามารถอธิบายกฎเกณฑ์ ของสรรพสิ่งได้อย่างแท้จริง หรือไม่ นี่ก็คือ วิทยาศาสตร์แห่งการสังเกตและอาศัยประสบการณ์ ซึ่งคนรู้จักกัน และขึ้นต่อมัน เรื่อยมา
วิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ถูกสร้างขึ้นมาจาก การสังเกต ทดลอง การวัด การใช้ตรรกะ และ ใช้เหตุผล ซึ่งไม่สมบูรณ์ และ บกพร่อง ในตัวมันเอง
เราลองนำประสบการณ์บางอย่าง มา พิจารณาดู เป็นตัวอย่าง เช่น คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์สมัยใหม่ถูกสร้างขึ้นมาจาก กฎ , สมมติฐ่าน และ สัจพจน์ ( ทฤษฎีบท ) ร่วม ซึ่งทั้งหมดล้วนมาจากประสบการณ์ ท่านอาจจะพอนึกออกว่า คณิตศาสตร์ และ ฟิสิกส์ ชั้นต้น นั้นมีกฎหลายข้อร่วมกัน อะไรคือ กฎร่วม ? มันคือกฎที่ยอมรับกันว่าถูกต้องโดยสาธารณะชน การอ้างคำพูดของครูในโรงเรียน ก็เป็น กฎที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ ความถูกต้องอะไร อย่างไรก็ตาม กฎอันเป็นที่ยอมรับของสาธารณะชนนั้น ย่อมถูกต้องทั้งหมดเสมอไปหรือ ? ตัวอย่างเช่น " ผลบวกของมุมภายในรูปสามเหลี่ยม ทั้งหมดรวมกัน เท่ากับ ๑๘๐ องศา " ข้อสรุปนี้อาจดูเหมือนถูกต้องอย่างไร้ข้อกังขา แต่เมื่อลองวัดโลกจริงๆดู ก็พบว่า กฎที่ว่านี้ ผิด สามเหลี่ยมรูปหนึ่งที่ ประกอบขึ้นจาก เส้นในแนวดิ่ง ๒ เส้น กับ เส้นในแนวราบ ๑ เส้น มีมุมรวมกัน มากกว่า ๑๘๐ องศา ดังภาพประกอบ ข้างล่างนี้ ที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า ผิวโลกนั้น มันโค้ง รูปสามเหลี่ยมดังกล่าวจึง มิได้อยู่บนระนาบๆ เดียวอย่างแท้จริง แต่เป็นส่วนหนึ่งของผิวโลกที่โค้ง แต่ระนาบต่างๆที่เราเห็นนั้น มัน แบนราบ จริงหรือ ? เช่น พื้นผิวของทะเลสาป , โต๊ะ หรือ กระดาษชิ้นหนึ่ง นั้นแบนราบจริงหรือ ? พวกมันล้วนอยู่บนผิวโค้งของโลกเช่นเดียวกัน ฉนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ว่า รูปสามเหลี่ยมบนพื้นผิวเหล่านั้น จะมีค่าผลบวกของมุมรวมกัน เท่ากับ ๑๘๐ องศาพอดี เมื่อไม่นานมานี้ วิชาตรีโกณของ Riemann ถูกพัฒนาขึ้นมาจากความรู้ความเข้าใจ ที่ว่านื้ มันมีค่าควรแก่การบันทึกไว้ว่า นักคณิตศาสตร์ ชื่อ Grauss ก็ได้ข้อสรุปเช่นเดียวกันนี้ จากการทำการวิจัยคล้ายๆกัน หลายครั้ง แต่Grauss ได้ซ่อนการค้นพบของเขาไว้ถึง ๑๖ ปี ด้วยเกรงว่าคนจะหัวเราะใส่เขาด้วยความคิดว่า นี่เป็นตรีโกณใหม่ที่ไร้สาระ เหลวไหลสิ้นดี ตัวอย่างดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า บรรดาทฤษฎีที่เรารู้สึกกันว่าถูกต้องโดยสมบูรณ์นั้น ไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป เป็นไปได้ว่า ทฤษฎีเหล่านั้นเพียงแต่ถูกต้อง ภายในขอบเขตสิ่งแวดล้อมจำกัดอันหนึ่ง ,ภายในเงื่อนไขเฉพาะ และภายในบริบทแคบๆ อันหนึ่ง เท่านั้น ถ้าเรานำมันไปประยุกต์ใช้ นอกเหนือจาก ขอบเขต หรือ บริบทนี้ มันก็จะมีความคลาดเคลื่อน และกระทั่งกลายเป็น สิ่งที่ผิดไปอย่างสิ้นเชิง ในขอบเขต หรือ บริบทที่กว้างมากๆ

ทีนี้ลองมาดูเรื่อง การวัด บ้าง การทดลองทางวิทยาศาสตร์ในทุกวันนี้ ถูกกำหนดขึ้นมาบนพื้นฐานของการวัด ซึ่งดูจะได้ผลดี เมื่อทำในระดับมหภาค แต่ในระดับจุลภาค มันไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย หลัก ความไม่แน่นอนของHeinsenberg ใน วิชา ควอนตัมเมคคานิกส์ เป็นผลมาจากความไม่สามารถได้รับผลลัพธ์ที่ถูกต้องใน การทดลองระดับจุลภาค พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ วิธีการวัด ที่ใช้กันในวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันนี้ ไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไป ทั้งนี้เป็นเพราะวิธีการดังกล่าว จะใช้ได้ บนพื้นฐานของความรู้ความเข้าใจ ในสิ่งแวดล้อมที่จำกัดเท่านั้น ทันทีที่พ้นไปจากสิ่งแวดล้อมนั้นแล้ว มันก็ไม่สามารถวัดอะไรได้ ในระดับจุลภาคที่เล็กลงไปอีก
วิทยาศาสตร์แห่งการทดลอง นี้เข้ากันได้ดีกับ ทัศนคติความเชื่อ ของ คนเราที่ว่า " เห็นแล้วค่อยเชื่อ " และ " ไม่เห็นก็ไม่เชื่อ " ซึ่ง ทัศนคติความเชื่อเช่นนี้ โดยตัวมันเองแล้ว เป็นวิทยาศาสตร์ หรือ ไม่ ? ไม่จำเป็นเลย ตัวอย่างเช่น ดวงตามนุษย์ สามารถมองเห็นแสงที่สะท้อนมาจากวัตถุสสารต่างๆได้ เฉพาะในช่วงความยาวคลื่น ระหว่าง ๓๘๐-๗๒๐ นาโนเมตร เท่านั้น ส่วนแสงที่มีความยาวคลื่น นอกเหนือไปจากช่วง ดังกล่าว ตามนุษย์ก็ไม่สามารถมองเห็นได้ ทว่าการที่เรามองไม่เห็น ก็มิได้หมายความว่า มันไม่มีอยู่จริง สิ่งต่างๆที่ตามนุษย์มองเห็น ( ภายในช่วงความยาวคลื่นแสง นั้น ) อาจจะแตกต่างจาก ปรากฏการณ์ในช่วงความยาวคลื่นแสง อื่นๆ ถ้าคนเรามีตา เอ็กซเรย์ เมื่อเรามองไปที่คนๆหนึ่ง เราย่อมมองเห็นกระดูกของเขาได้ ก่อนที่คนจะเข้าใจเรื่อง " เอ็กซเรย์ " ใครเล่าจะเชื่อภาพอย่างนี้ ? ดังนั้น นี่หมายความว่าเพราะตาเปล่าของเราไม่สามารถมองเห็นภาวะภายใต้ เอ็กซเรย์ เราก็ปฎิเสธได้ว่ามันไม่มีสภาวะนี้อยู่หรือ ? ในทำนองเดียวกัน วิทยาศาสตร์ปัจจุบัน มีความเข้าใจที่จำกัด ในเรื่องคลื่นแสง ในช่วงความยาวคลื่นอื่น และสามารถวัดได้ก็แต่เพียง เศษเสี้ยวเล็กน้อยของมันเท่านั้น หากในวันหนึ่ง มนุษย์มีดวงตาที่สามารถมองเห็น แสงในช่วงความยาว ( หรือ ความถี่ ) อื่น และสามารถตรวจดูโลก จากมุมมองที่กว้างยิ่งขึ้น ข้าพเจ้าคิดว่า สิ่งต่างๆที่จะเห็นได้ ย่อมจะต้องแตกต่างออกไป มันอาจหมายถึง การมองเห็นสรรพสิ่งในอีกโลกหนึ่งก็เป็นได้ ยิ่งไปกว่านั้น เดี๋ยวนี้ เราประจักษ์กันแล้วว่า ความถี่ ก็คือ ปรากฏการณ์หนึ่งของพลังงาน ถ้าเราสามารถใช้แนวคิดนี้ สัมพันธ์กับ เรื่องสเปคตรัม นั่นหมายถึงว่า สิ่งที่คนสามารถมองเห็นคือ วัตถุสสาร ที่ปรากฏออกมาในรูปพลังงาน ระดับ หนึ่ง และคนไม่สามารถมองเห็นวัตถุสสารที่ปรากฏออกมาในรูปพลังงานที่สูงกว่า ใช่หรือไม่ ? หากจะเห็นได้ ก็จำเป็นต้องมีดวงตาที่ เข้ากันได้กับ โลกพลังงาน ที่ระดับนั้น

แม้แต่สิ่งที่คน สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คนก็อาจไม่สามารถเข้าใจได้อย่างเต็มที่ ต่อ ข้อมูลที่บรรจุอยู่ในสิ่งนั้น ซึ่งข้าพเจ้าจะขอยกตัวอย่างจากภาพประกอบ ๒ ภาพต่อไปนี้ ภาพแรกเป็นภาพ ดวงดาวดารดาษเต็มท้องฟ้า ซึ่งถ่ายได้จากกล้องส่องดูดาวทั่วไป ซึ่งไม่แตกต่างไปจากดวงดาวบนฟ้ายามราตรี ที่เราคุ้นตา ครั้นเราลองใช้เทคนิกดิจิตอลในการปรับภาพด้วยคลื่นรังสีแกมม่า เราก็จะได้ภาพทางขวามือ ซึ่งทำให้เห็นภาพ เนบิวล่าที่สวยงาม มันมิได้หมายความว่าภาพแรกทางซ้ายนั้นไม่มีเนบิวล่านี้อยู่ ที่จริงแล้วมันก็มีข้อมูลนี้บรรจุอยู่ด้วย แต่ ตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นมันได้ เมื่อเราขยายและคัดกรองข้อมูลเหล่านี้ เราก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์ ตัวอย่างที่ว่านี้ บอกให้เรารู้ว่ายังอาจมี ข้อมูล และสัญญาณมากมายมหาศาล อยู่ล้อมรอบตัวเรา แต่เราไม่อาจเห็น และประจักษ์แจ้งต่อการดำรงอยู่ของมัน ซึ่งมิใช่ว่าเราไม่ได้ไปสัมผัสมัน หรือ มันไม่ได้แสดงตัวออกมาให้เราเห็น ข้อมูลเหล่านี้ มีบางอย่างเราสามารถเปิดเผยมันออกมาหลังจากเรา สามารถจัดการกับมันด้วยความรู้ของเรา อย่างไรก็ตามสิ่งที่เรารู้นั้น มีจำกัดมาก นั่นหมายความว่า มีข้อมูลมากมายมหาศาลที่เราไม่สามารถล่วงรู้ได้ เราไม่อาจรีบด่วนปฏิเสธ การดำรงอยู่ทางวัตถุ ของสรรพสิ่ง ที่เรายังไม่รู้จัก เนื่องจากความสามารถอันจำกัดในการตรวจจับ และ ระบุ มันออกมา

ตามความเป็นจริงแล้ว นักวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง มีใจที่เปิดกว้างมาก เมื่อราว๒๐ ปีก่อน ข้าพเจ้ามีหนังสือของนศ.ระดับปริญญาตรี ชื่อ G.Gamov เรื่อง " ๑,๒,๓,..........อินฟีนิตี้ อยู่ข้างเตียง เมื่อข้าพเจ้า ลองอ่าน พินิจพิจารณามันอีกครั้งก็พบว่า มันมีภาพที่น่าสนใจอยู่หลายภาพ ตัวอย่างเช่น การดำรงอยู่ของลาตัวหนึ่ง กับ คนตัวจิ๋ว ใน พื้นผิวสองมิติ ของกระดาษแผ่นหนึ่ง ซึ่งทำให้ระลึกถึง การแสดง ที่ใช้หนังสัตว์ ตัดเป็นภาพต่างๆ แทนตัวละคร ในประเทศจีน ขอให้เราลองคิดดูสักนิด เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้าตัวละครเหล่านั้นมีชีวิต และสามารถคิดเป็น ล่ะ? ละครนั้นจะมิใช่วิถีชีวิต ที่ทั้งสุข และเศร้า ของพวกเขาหรือ การดำรงอยู่ในทุกขณะของพวกเขา และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาล้วนเกิดขึ้นตามธรรมชาติ พวกเขาคงไม่รู้ว่า มีมนุษย์ คอยควบคุมพวกเขาอยู่ ด้วย เส้นลวด กับ แท่งกากบาท(ที่ผูกกับลวด ) พวกเขาอาจจะสนุกสนานกับการดำรงอยู่ในสภาพเช่นนั้นเสียด้วย เดี๋ยวก่อน เราอย่าเพิ่งดูถูกคนจิ๋วเหล่านี้ อาจจะเป็นไปได้ว่า เราก็เหมือนกับพวกเขาด้วย ? ต่างกันแต่เพียงเรามีชีวิตอยู่ในโลก สามมิติ อาจเป็นไปได้ว่า เราก็ถูกควบคุมโดยสิ่งมีชีวิตที่สูงกว่า โดย วิธีเดียวกัน ? ไม่มีใครบอกได้ว่า นี่จะเป็นไปไม่ได้

เราลองดูภาพด้านล่างนี้ ภาพนี้วาดให้เราเห็น ถึง การดำรงอยู่ในช่วงสั้นๆ ของมนุษย์บนแกน แห่งกาลเวลา มันจะเป็นอย่างไรหากเราลองคิดไกลออกไปอีกสักหน่อย และไม่ใส่ใจแค่ช่วงสั้นๆนี้ แต่ ได้ขยายแกนแห่งกาลเวลานี้ออกไปอีก นั่นคือ เราจะสามารถเห็น การเกิด การเจริญเติบโต การเรียน และ การทำงาน...........ของเรา รวมทั้งทุกสิ่งในอดีตก็จะปรากฏออกมา บน แกนนั้น แต่เดี๋ยวก่อน มันจะมีแค่อดีตเท่านั้นหรือ ? แกนนี้จะมีเพียงทิศทางเดียวกระนั้นหรือ ? ถ้ามันเป็นสองทิศทางละ ? มันย่อมมี อนาคตกาล อยู่พร้อมกันด้วยใช่ไหม ? นี่หมายถึงอะไรล่ะ? ถ้าการดำรงอยู่ของเรา ปรากฏเรียบร้อยบนแกนแห่งกาล นี่แล้ว เช่นนั้นการดำรงอยู่ของเราก็ถูกกำหนดพร้อมไปกับกาลเวลา ใช่หรือไม่ แล้วมันบอกอะไรเราละ? มันบอกถึง ชะตากรรม หรือ ลิขิต ชะตา ของเรา มิใช่หรือ

บางคน อาจจะไม่ยอมรับแนวคิดเกี่ยวกับ ชะตากรรม งั้นเราลองย้อนกลับดู เรื่อง โลกสองมิติ ของมนุษย์จิ๋วกัน กรุณามองภาพนั้นอีกที มีคนๆหนึ่งควบคุมวัตถุที่ ฉายภาพไปยังพื้นผิวสองมิตินั้น แล้วสิ่งต่างๆก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกสองมิตินี้ สำหรับมนุษย์จิ๋วของโลกสองมิตินั้น ผลของการเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมมีมากมาย ฉนั้นผู้ที่อยู่ในโลกสองมิติจะคิดอย่างไร กับ ผู้ที่อยู่ในโลก สามมิติที่ควบคุมเขาอยู่ ? เป็นไปได้ไหมว่า เขาจะเชื่อว่า คนผู้นี้ คือ พระเจ้าองค์หนึ่ง เมื่อใช้มุมมองอย่างเดียวกันนี้ สำหรับพวกเราในโลกสามมิติ การดำรงอยู่ของเรา ก็ย่อมจะเป็น การกำหนดมาจาก ระดับชั้นที่สูงกว่าเช่นกัน ดังนั้น เราต้อง พิจารณาว่า สิ่งมีชีวิตในระดับชั้นสูงที่ ควบคุมชีวิตเราในมิตินี้ ก็คือ พระเจ้า เช่นเดียวกัน !

ลองมาดูอีกภาพกัน จากภาพนี้เราสามารถรู้สึกถึง ความใจกว้างของ นักวิทยาศาสตร์ผู้ ปฏิบัติตาม หลักการวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง ในภาพ กาแลคซี่ และดวงดาวต่างๆ ในจักรวาล กำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใน ร่างกายมนุษย์ ลองมองกว้างออกไปอีก ถ้าหากว่ามันเป็นเช่นนี้จริงๆ ระบบร่างกายของคนๆนี้จะไม่ ใหญ่โตมโหฬารยิ่งกว่าหรือ ? เขาอาจเป็นยักษ์มหึมา หรือ เป็นพระเจ้า ก็ได้ ฉนั้นการเคลื่อนไหวร่างกายของเขาเพียงเล็กน้อย ย่อมก่อให้เกิดความปั่นป่วนต่อ กาแลคซี่ และ ดวงดาว ในร่างกายของเขา ได้

เมื่อเรากล่าวถึงพระเจ้า และชะตาชีวิต ก็จะมีคนตีตรา ว่านี่เป็นเรื่อง เหนือธรรมชาติ และ ก็ปฏิเสธมัน ที่จริงแล้ว มนุษย์กำลังประเมินตนเองใหม่ อยู่ตลอดเวลา แนวความคิดเก่าๆอาจจะไม่ถูกต้อง อย่างสมบูรณ์ ในทางกลับกัน สิ่งที่เราเคยปฏิเสธมัน ก็ไม่แน่ว่าจะผิดเสมอไป ในปัจจุบันมีสิ่งที่มนุษย์ยังไม่เข้าใจ อีกมากมายมหาศาล ฉนั้นหากเราปฏิเสธทุกสิ่งที่เราไม่สามารถอธิบายได้ และคิดว่ามันไม่ถูกต้อง เช่นนั้นแล้ว มิเป็นการปิดกั้นตนเองหรอกหรือ ? และการคิดเช่นนี้ ในทางกลับกัน ก็เป็นการหยุดยั้งความเจริญก้าวหน้าของเราเองด้วย
อะไรที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้ หรือ รับรู้ไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นว่า สิ่งนั้นจะไม่ดำรงอยู่ หรือ ไม่มีอยู่จริง อาทิเช่น ครั้งหนึ่งข้าพเจ้า ได้พบหญิงชาวไอริชผู้หนึ่ง ซึ่งได้เล่าประสบการณ์เรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นใน ชีวิต ของเธอ เมื่อ กว่า ๒๐ ปีมาแล้วให้ข้าพเจ้าฟัง ว่า ในตอนที่เธอยังอายุไม่มาก นัก เธอได้ไปหาหมอดูให้ช่วยทำนายอนาคตของเธอ เขาบอกเธอว่าสักวันหนึ่งในอนาคต เธอจะได้ไปอยู่ประเทศที่เป็น เกาะสองเกาะอยู่ใกล้กัน และเขาได้วาดรูปร่างเกาะทั้งสองนั้นบนมือของเธอ ต่อมาเธอได้อพยพไปอยู่ประเทศนิวซีแลนด์ แล้ววันหนึ่งเธอก็ฉุกคิดได้ว่า ภาพวาดที่ว่านั้นก็คือ เกาะเหนือ และเกาะใต้ ของ นิวซีแลนด็นั่นเอง ! เรื่องราวทำนองนี้ เกิดขึ้นมากมายรอบตัวเรา แล้วเราจะสามารถหลับตา ปฏิเสธมันได้หรือไม่ ?
วิชาดาราศาสตร์นั้นมีอยู่ทั้งในโลกตะวันออก และ ตะวันตก ชาวจีนโบราณคุ้นเคยกับการเฝ้าสังเกต ปรากฏการณ์บนท้องฟ้ายามราตรี ซึ่ง มีเหตุผลอย่างยิ่ง อันเนื่องมาจากทฤษฎีของสายเต๋า ที่กล่าวระบุถึงความเป็นเอกภาพระหว่างสวรรค์ และมนุษย์ เขาเชื่อกันว่าความเปลี่ยนแปลงของดวงดาวนั้น จะส่งผลสะท้อนลงมาสู่โลก ประเทศจีนยุคโบราณนั้น มีหลายสิ่งที่มีรากฐานมาจากระบบทางธรรมชาติ อาทิเช่น ยาสมุนไพร การฝังเข็ม พลังภายใน วิทยายุทธ์ หลักคุณธรรมและชาตินิยม นี้รวมทั้งความเข้าใจต่อ สิ่งมีชีวิตทั้งหลายในจักรวาล ซึ่งเป็นแนวคิดที่มาจากเรื่องเอกภาพของมนุษย์ และสวรรค์ หากเรายอมรับการอธิบายของวิทยาศาสตร์ ต่อเรื่องรูปแบบการดำรงอยู่ของวัตถุต่างๆในโลกแล้ว ความรู้แบบจีนยุคโบราณ ดังกล่าวนั้น ก็ควรจะถือเป็น หลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ แขนงหนึ่ง ที่แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบัน แม้ว่าวิทยาศาสตร์แบบตะวันตก จะมีอิทธิพลเหนือบรรดาแนวคิดทั้งหลาย อยู่ในปัจจุบัน นั่นก็มิได้หมายความว่า วิทยาศาสตร์แนวอื่นๆ นั้นผิดหมด ถึงแม้หลายสิ่งจะได้รับการเย้ยหยัน และหัวเราะเยาะ ( จากแนวคิดวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ) แต่มันก็ยังคงอยู่อย่างเหนียวแน่นจนทุกวันนี้ เหตุใดวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆเหล่านี้จึงมีความคงทนอย่างยิ่ง ? ควรที่เราจะมาหวนกลับมาไตร่ตรองให้ลึกซึ้งกันไหม ?
แม้จะมีบันทึกการพัฒนาการของมนุษย์ มานับพันๆปี แต่มันก็นับว่าน้อยนิด มาก เมื่อเทียบกับ ความจริงที่เรายังหยั่งไม่ถึง มันก็เป็นแค่เพียงน้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทร นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ของกรีก เคยกล่าวไว้ว่า การแสวงหาความรู้นั้น เปรียบเสมือนการวาดวงกลม ยิ่งวงกลมมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็ยิ่งพบอาณาเขตที่ยังไม่รู้ มากขึ้น ต้องพูดว่า นักวิชาการ หรือ นักวิทยาศาสตร์ ผู้มีใจเปิดกว้าง จะไม่เอาแต่ยึดมั่น กับแนวคิดของตนเอง และปฏิเสธสิ่งต่างๆที่เขายังไม่เข้าใจ แม้กระนั้นก็ตามยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งในสังคมทุกวันนี้ ที่หลงเชื่อว่าพวกเขาล่วงรู้ในทุกสิ่ง และต่อต้านทุกสิ่งที่เขาเห็นว่าผิด อย่างยโสโอหัง พวกเขาจะคัดค้านทุกสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดของเขา หรือ หาไม่พบในตำราของเขา กระทั่งเลยเถิดถึงขั้น โจมตี และ ตราว่า นั่นคือ วิทยาศาสตร์ปลอม อันที่จริงไม่ว่าพวกเขาจะมี ตำแหน่ง ทางวิชาการ หรือดีกรี อะไร ก็ตาม เขาก็เป็นเพียงคนระดับพื้นๆ ในแวดวงของวิทยาศาสตร์ เท่านั้นเอง พวกเขาไม่เคยเข้าใจใน แก่นแท้ของวิทยาศาสตร์ เลย ซึ่งก็คือ การมีใจเปิดกว้าง และ การสามารถตรวจสอบอย่างละเอียดในสิ่งที่ตนยังไม่รู้จัก พวกเขานั้นคล้ายกับตัวตลก ที่ประณาม และติเตียน วิชาตรีโกณ ของ Riemann
นับแต่ยุคโบราณมา มนุษย์พยายามที่จะใช้ความเข้าใจในลักษณะต่างๆ มาอธิบาย รูปแบบการดำรงอยู่ของวัตถุ พวกเขาไม่เคย ยืนยัน การอ้างสิทธิ์ของพวกเขา เขาไม่มีทางที่จะปกปิดข้อบกพร่อง ในทฤษฎีของเขาได้ พวกเขาเพียงแต่ใช้ความไม่สมบูรณ์ของวิทยาศาสตร์ ในการ ปกปิดความไร้สามารถในการอธิบาย ปรากฏการณ์ที่ลึกลับ
แม้จะอยู่ในท่ามกลาง หมอกที่หนาทึบเช่นนี้ ฝ่าหลุนต้าฝ่า ก็ได้ปรากฏ เบื้องหน้าข้าพเจ้า ความหมายที่แฝงเร้นอยู่ในฝ่าหลุนต้าฝ่า แตกต่างจากคัมภีร์ศาสนา ที่ไม่ชัดเจน และกำกวม แตกต่างจากความคลุมเครือของเทพนิยาย หรือความคับแคบของวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ คำตอบสำหรับ ความลี้ลับ และการอธิบายที่ไม่แน่ชัดในปรากฏการณ์ต่างๆ ได้บรรจุรวมไว้ในต้าฝ่า ในท่ามกลางผู้บำเพ็ญต้าฝ่า มีนักวิชาการที่ฉลาดปราดเปรื่อง และเป็นผู้เชี่ยวชาญ หลายคน หากผู้อ่านของเรา เปิดใจตนให้กว้าง ปล่อยวางอคติต่างๆ ในขณะอ่านหนังสือจ้วนฝ่าหลุน และ เรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์ของผู้ฝึกต้าฝ่า แล้ว ท่านก็จะพบกับโลกใหม่ทั้งหมด พึงเห็นคุณค่าของโอกาสทองนี้เถิด
" หากมนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจที่แข็งกระด้างของตน และมีความเข้าใจเสียใหม่ ต่อ ตนเอง และจักรวาลแล้ว มนุษย์ก็จะทะยานไปข้างหน้าได้ พุทธธรรมสามารถ ทำให้มนุษย์สามารถมองทะลุ โลกที่ไม่อาจหยั่งถึง และไร้ขอบเขตได้ ตราบชั่วนิรันดร์กาล จะมีก็แต่พุทธธรรมที่สามารถทำให้มนุษย์สามารถมองทะลุปรุโปร่งในโลกที่ไม่อาจหยั่งถึง และไร้ขอบเขต ตราบชั่วนิรันดร์กาล จะมีก็แต่พุทธธรรมที่สามารถเปิดเผย การดำรงอยู่ของมนุษย์,การดำรงอยู่ของสรรพสิ่งในมิติที่แตกต่างกัน ตลอดจนสรรพชีวิต และจักรวาล ได้อย่างแจ่มแจ้ง และสมบูรณ์ "
แปลจากข้อเขียนเรื่อง Science Needs an Open Mind by Xi Hu
http://www.zhengjian.org/zj/articles/2002/1/11/13291.html
(ภาษาจีน)
http://www.pureinsight.org/sci/sci/eng/newscontent.asp?ID=13672
(ภาษาอังกฤษ)