เสียงปลุกจากโลกจุลภาค- รู้จักมะเร็งในระดับยีน


ดร.หวัง ถง เหวิน ผู้เขียน

แปล จาก A Wake up Call from the Microcosm [ www. Pureinsight.org.]

เช้าวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ขณะที่ผมกำลัง เดินทางไปทำงาน มีคนแปลกหน้าเข้ามาทัก และ ถามผมว่า " คุณทำมาหากิน อะไร ? " หลังจากที่เขาได้ทราบว่าผม เป็นนักวิจัยเรื่องโรคมะเร็ง เขาก็ทำตาโตและถามว่า " คุณกำลังหาวิธีรักษาโรคมะเร็งหรือ ? " คำถามนี้ทำให้ผมกระโจนเข้าสู่ภวังค์แห่งความคิดอย่างหนึ่ง และตอนนี้ผมจะขอแลกเปลี่ยนทัศนะบางอย่างกับท่าน

นับตั้งแต่คุณย่าของผมจากไปด้วยโรคมะเร็งตับ เมื่อ ๒๐ ปีก่อน คำว่า " มะเร็ง "ไม่เคยเลือนหายไปจากจิตใจของผมเลย มันเป็นความหวังอันไร้เดียงสา ของเด็กน้อยๆคนหนึ่ง ว่า สักวัน ผมจะสามารถพบวิธีรักษาโรคนี้ และนำพาผมไปสู่เวทีอาชีพนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๘๘ ผมได้เดินไปตามหนทางของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่บนพื้นฐานของ ทฤษฎีแห่งการตัดทอนตัวแปรต่างๆ [ Reductionism-based ] ในการเข้าถึงการศึกษาวิชาชีววิทยาหลากหลายระดับ นับจาก กายวิภาคศาสตร์ จนถึง เนื้อเยื่อวิทยา ,ชีววิทยาของเซลล์ ,และสุดท้ายคือ ชีววิทยาโมเลกุล โดยใช้ยีสต์เป็นระบบต้นแบบ เพื่อศึกษาการควบคุมยีน หลังจากผมได้รับปริญญาเอก ผมรู้สึกว่า ผมพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับ เจ้ามะเร็ง และก้าวไปสู่วงการของการวิจัยมะเร็ง ผมทำการวิจัยเรื่องนี้เช่นเดียวกับผู้อื่น ด้วยการสังเกตเซลล์ใน ระบบที่เราสร้างขึ้นมา ที่เรียกเป็นการเฉพาะว่า ระบบ หลอดทดลอง ที่มีแถบของเซลล์ที่เจริญเติบโตอยู่ในจานทดลอง

ในปี ค.ศ.๑๙๙๒ เมื่อผมเริ่มการฝึกหลังจากจบปริญญาเอก ที่ รพ.แมสสาชูเซท ในเมือง บอสตัน ผมได้พบโปรตีนที่มีพลังมากชนิดหนึ่งเรียกว่า Transforming Growth Factor- beta [ TGF-beta ] โมเลกุลนี้มีความสามารถกดการเจริญเติบโตของเซลล์ได้ ในร่างกายของเรา มีโปรตีนที่คล้ายคลึงกันนี้จำนวนมหาศาล ซึ่งล้วนแต่มีพลังมาก และในแต่ละชนิดนั้น มีหน้าที่สร้างและบำรุงรักษา อวัยวะต่างๆที่สำคัญ ของร่างกายเรา ส่วนมากของโปรตีนเหล่านี้ มีความสามารถยับยั้งการเจริญฯของเซลล์ได้ ในร่างกายเรา ก็มี กลุ่มโปรตีนจำนวนมากที่ทำหน้าที่ สนับสนุนการเจริญฯของเซลล์ด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้ก็สอดคล้องกับทฤษฎีความสมดุลย์ของ หยิน กับ หยาง ตามภูมิปัญญาเก่าแก่ของจีน งานวิจัยในระยะ ๒๐ ปีมานี้ ได้นำไปสู่การอธิบาย อย่างชัดเจน เกี่ยวกับ รายละเอียดของเครือข่ายโมเลกุล ใน เซลล์ปกติ ซึ่งทำการควบคุมวงจรชีวิต ของการเจริญฯ ,การจำแนก การแก่ชราและ การตาย [ Growth , Differentiation , Aging and Death ] ในแต่ละขั้นตอนของชีวิตเซลล์ๆหนึ่ง เราสามารถได้ยิน เพลง และ การร่ายรำ ร่วมกันอย่างกลมกลืนยิ่งของสองปัจจัย-หยิน หยาง การรบกวนหรือสอดแทรก สมดุลย์ของปัจจัยทั้งสองนี้ถือได้ว่า เป็นรากเหง้าของพฤติกรรมที่ไม่อาจควบคุมได้ของ เซลล์ ซึ่งหนึ่งในพฤติกรรมเหล่านั้น ก็คือ " มะเร็ง " เซลล์ปกติกลายไปเป็นมะเร็งได้อย่างไร ? มีอะไรผิดพลาด หรือ ?

เซลล์ปกติเซลล์หนึ่ง จะตอบสนองต่อ การกระตุ้นเตือนของสิ่งแวดล้อม เพื่อกำหนดว่ามันจะเข้าสู่ระยะการเจริญฯได้เมื่อไร ซึ่งเรียกว่า วงจรของเซลล์ ที่ประกอบด้วย ระยะของกระบวนการต่างๆ มากมาย ซึ่งเรียกว่า ระยะ G1, S,G2,และ M มีประตูกั้นระหว่างแต่ละระยะ เซลล์ต้องบรรลุถึงข้อกำหนดที่แน่นอนทั้งหลายก่อน ที่มันจะผ่านไปในแต่ละประตู ประตูเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะหากมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นในเซลล์ ประตูก็จะทำหน้าที่คุ้มครองเซลล์นั้น โดย หยุดมันไว้ที่ ระยะ นั้นๆ จนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขเรียบร้อย ถ้าปัญหานั้นไม่อาจแก้ไขได้ เซลล์นั้นก็จะกระตุ้นระบบเตือนภัย ที่จะนำไปสู่โปรแกรม การตาย ที่จัดวางไว้เป็นอย่างดี นั่นคือเซลล์จะทำตามระบบที่มันขึ้นต่อ

เมื่อความผิดพลาดต่างๆปรากฏขึ้น เซลล์ก็มีกลไกอันหนึ่ง ในการเสียสละตนเอง เพื่อส่วนรวม ในทางตรงข้าม ด้วยเหตุผลบางประการ เซลล์มะเร็ง ก็อาจฉลาดกว่า หรืออยู่เหนือกฎ ที่จุดตรวจสอบของแต่ละประตู ในระหว่างระยะของการเจริญฯ มันจึงเพิ่มจำนวนขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง กลไกการตายดังกล่าวก็ถูกขจัดไปด้วย เพื่อให้มันบรรลุถึงความเป็นอมตะ แน่นอน ความเป็นอมตะชั่วคราวนี้ ย่อมตามมาด้วย การตายของร่างกายทั้งหมด

ซึ่งสะท้อนความไม่ยี่หระของ วิญญาณที่เห็นแก่ตัว อย่างสิ้นเชิง ออกมา

ใน เวลา ๒๐ ปีที่ผ่านมานักวิจัยมะเร็งได้เรียนรู้ว่า มันมีขั้นตอน หลายขั้นตอนทีเดียว สำหรับเซลล์ๆหนึ่งที่จะสะสมโปรตีนที่ผิดปกติไว้มากมาย จนในที่สุดก็ได้กวาดเอากลไกการป้องกันสำคัญๆ ที่ระดับเซลล์ ออกไปทั้งหมด จากนั้นเซลล์ๆนี้ก็เริ่ม การขยายตัวลุกลามออกไป ซึ่งในขณะเดียวกันมัน ก็ทำลายกฎของระบบทั้งหลายไปด้วย รวมทั้งระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นระบบที่เหมือนตำรวจ ผู้คอยสำรวจระบบร่างกาย เพื่อกำจัดเซลล์ผิดปกติทั้งหลายเสีย

ความลับจริงๆก็คือ ทำไมเซลล์นั้นจึงสามารถจัดการสะสม ความผิดปกติมากมายไว้ได้โดยไม่ถูกกำจัดไป ภายในโลกจุลภาคของเซลล์ เรารู้ว่ามีกลไกการป้องกันมากมายดำรงอยู่ เช่นเดียวกับในโลกระหว่าง มหภาค กับ จุลภาคของร่างกาย แล้วทำไมกลไกเหล่านี้จึงล้มเหลวหมด ในผู้ป่วยโรคมะเร็ง ? นักชีววิทยาบางส่วนเชื่อว่า มะเร็ง มีต้นเหตุมาจากความผิดปกติในระดับยีน อย่างไรก็ตามเซลล์ปกติ รู้วิธีในการแก้ปัญหาในระดับยีน และรู้ว่าจะเริ่มโปรแกรมการตายได้อย่างไร เมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาได้

ห้องทดลองหลายแห่ง รวมทั้งของผมด้วย ได้ศึกษาว่าในระหว่างเซลล์ด้วยกันมีการสื่อสารกันอย่างไร โดยผ่านทางโปรตีน [ www.vmresearch.org; " laboratory research " ] TGF-beta นั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยเกือบจะทุกเซลล์ในร่างกายเรา และเมื่อมันถูกปล่อยออกไปนอกเซลล์ มันก็จะทำงานเสมือนเป็นสัญญาณ แนะนำ ให้เซลล์โดยรอบที่มีชุดโปรตีนเฉพาะที่รู้จักมันและสามารถจับกับมันได้ ทันทีที่โปรตีนนี้ ซึ่งเรียกว่า ผู้รับ [receptor ] ซึ่งปรากฎอยู่บนผิวเซลล์ จับกับ TGF-beta ผู้รับเหล่านี้ก็จะพูดกับโปรตีนในเซลล์ รายละเอียดขั้นตอนของการสื่อสารระหว่างโปรตีนด้วยกันภายในเซลล์ ที่ตอบสนองต่อโปรตีนนอกเซลล์ ถูกจัดทำเป็นแผนผังออกมาอย่างละเอียดโดยห้องทดลองหลายแห่ง ในกลุ่มผู้วิจัยเรื่องการถ่ายทอดสัญญาณ ๖ ปีหลังจากการศึกษาอย่างเข้มข้นและแสนแพง ตอนนี้เราได้เปิดเผย กลไกหน้าที่ของ TGF-beta ออกมาแล้ว ซึ่งเป็นที่รู้ดีสำหรับทุกคนในวงการนี้ว่า มันมีกลุ่มโปรตีนชนิดหนึ่งในเซลล์ ชื่อ Smad ที่มีความสำคัญมากต่อการแนะให้ TGF-beta ทำการกดการเจริญฯของเซลล์ อันที่จริงโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งของ ลำไส้ , ตับอ่อน , และบริเวณคอ และใบหน้า ล้วนสัมพันธ์กับ ความบกพร่องของ Smad โปรตีนเหล่านี้ เมื่อไม่นานมานี้เราพบว่า Smad ปฏิบัติภาระกิจของมันโดยการ บอกเล่าโดยตรงต่อ ระบบโปรตีนที่สำคัญอย่างยิ่งชนิดหนึ่งในเซลล์ ซึ่งประกอบด้วยโปรตีนจำนวนมากมาย ที่ทำงานร่วมกันเพื่อ

1.ทำเครื่องหมายโปรตีน ที่มีอายุมาก และทำงานไม่ได้แล้ว เพื่อการทำลายทิ้งเสีย

2.ช่วยเหลือ การทำงานของเซลล์ในทุกๆด้าน โดยการจัดลำดับโปรตีนที่สลายตัว เพื่อปรับระดับของแต่ละโปรตีนอย่างละเอียด ซึ่งทำงานคล้ายกับผู้ควบคุมภายในเซลล์ ระบบนี้

ก็มีความจำเป็นสำหรับระบบภูมิคุ้มกัน ในการค้นหาว่ามีอะไรผิดพลาดเมื่อ ไวรัส หรือ แบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย หรือ เมื่อเซลล์มีพฤติกรรมผิดปกติ ระบบโปรตีนที่ว่านี้เรียกว่า ระบบ Proteasome การทำงานที่ผิดพลาดไปของระบบนี้ จะทำให้เกิดการขัดขวางการทำงานของTGF-beta ในการกดการเจริญฯของเซลล์

ขณะที่ผมกำลังสงสัยกับความหมายของการค้นพบนี้อยู่ ดร.ลิลี่ เฟิง เพื่อนของผมก็โทรศัพท์มาหาผมในวันหนึ่ง ลิลี่เป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่ วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์เบย์เลอร์ เราทั้งคู่ต่างเป็นผู้ฝึกฝ่าหลุนกง - การฝึกบำเพ็ญกายและจิต แบบโบราณของจีน ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วโลก อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ปราบปรามฝ่าหลุนกงที่ประเทศจีน ( ดูรายละเอียดได้จาก www.falundafa.org หรือ falunthai.org ) ผมทราบว่าลิลี่กำลังทำโครงการเกี่ยวกับการ ตรวจสอบผลของการฝึกฝ่าหลุนกง ที่มีต่อระบบภูมิคุ้มกัน เธอเล่าว่าเธอได้เสร็จสิ้นการศึกษาเกี่ยวกับการเปรียบเทียบ ระดับของยีน 12000 ชนิดในผู้ฝึกฯ กับ ผู้ที่ไม่ได้ฝึกฯ เมื่อเธอเอ่ยถึงยีนบางตัวในระบบ proteasome ทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจมาก ดังนั้นผมจึงขอให้เธอ ส่งข้อมูลดิบมาให้ผม ดูโดยละเอียด จากจุดนั้นเอง ทำให้กระแสข้อมูลที่ชี้ทางสว่างแห่งปัญญา หลั่งไหลเข้าสู่ระบบการวิจัยของผม

ข้อมูลที่เธอส่งให้ผม เป็นตัวเลขกองโต ที่รวบรวมแบบสุ่ม ๆ มาจากการทดลอง แต่จากตัวเลขกองโตนี้ ก็เกิดภาพที่ชัดเจนผุดออกมาภาพหนึ่ง คือ โปรตีนที่ต่างกันมากกว่า ๑๐ ชนิดในระบบproteasome ถูกลดการควบคุมลงอย่างมากในเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ฝึกฝ่าหลุนกง ซึ่งอาจชี้ว่าระบบนี้ได้ลดขนาดลงไป หากเป็นแค่การลดขนาดลงไปของระบบนี้ เท่านั้น ก็คงไม่มีความหมายอะไรนัก เนื่องจากการมีระบบproteasomeไม่เพียงพอจะนำไปสู่การสะสมของโปรตีนขยะและโปรตีนแก่ๆ แต่ในข้อมูลชุดเดียวกันนี้ โปรตีนต่างๆมากกว่า ๑๐ชนิด ซึ่งเป็นของระบบโปรตีนอีกระบบหนึ่ง ที่เรียกว่า Ribosome ก็ลดลงไปอย่างมหาศาลเช่นกัน Ribosome นี้รับผิดชอบในการสร้างโปรตีนใหม่ ทันใดนั้นผมก็ประจักษ์แจ้งว่า ข้อมูลนี้บอกเราว่า มีการร่วมกันในการลดขนาด ของสายการผลิต และการบริโภคของโปรตีน

ลิลี่ ยังเล่าให้ผมฟังว่า เธอได้อ่านเอกสาร ที่เกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างกันของ ขนาด ระบบ proteasome และการทำงานของมัน กับ การมีอายุยืนยาวของหนูทดลอง ดร.Allen Tayler จากมหาวิทยาลัยบอสตัน รายงานว่า เมื่อจำกัดการให้อาหารแก่หนู มันจะมีชีวิตยืนยาวขึ้น และขนาดของระบบ proteasome ก็ลดลง ( ref 1-3 ) ผมเองก็พบเอกสารที่รายงาน ความเกี่ยวข้องกันของการเพิ่มการทำงานของระบบนี้ กับ โรคหลายชนิด ในเอกสารนี้ยังรายงานว่า ในเซลล์มะเร็งจะพบการทำงานอย่างเต็มพิกัดของระบบนี้ ( ref 4 ) เอกสารฉบับที่ ๓ของลิลี่ ได้เติม คำตอบสุดท้ายสำหรับความคิดที่เริ่มผุดขึ้นมา ( ดูข้างล่าง ) ในเอกสารนี้ ( ref 5 ) รายงานว่า จากการศึกษาอย่างระมัดระวังเรื่องการสันดาปของโปรตีนในเซลล์หนึ่งๆ นั้นดูเหมือนว่า ๑ ใน ๓ ของโปรตีนที่สร้างขึ้นมาใหม่ จะถูกทำลายไปทันทีที่เกิดขึ้น ดังนั้นเซลล์นั้นจึงทำงานหนักโดยสูญเปล่า

ลิลี่ กับ ผมได้เริ่มแลกเปลี่ยนความเห็นกันทาง email เธอมีอารมณ์ ขันและจินตนาการใหม่ๆอย่างน่าอัศจรรย์ เธอถามผมว่า คุณรู้ไหม ในระดับมหภาคนั้น proteasome คืออะไร ? แล้วเธอก็ตอบว่า " หลุมดำยังไงล่ะ ! " แล้วเธอก็ส่งรายงานชุดหนึ่งให้ผม เกี่ยวกับความขะมักเขม้น ของ เจ้าหลุมดำ ในจักรวาล ทุกวันนี้ เธอพูดว่า " ดูซิ เจ้า proteasome มันขยันขนาดไหนเมื่อเซลล์กำลังป่วยอยู่ และมันจะหมายถึงอะไรเมื่อเจ้าหลุมดำกำลังขยันขันแข็ง เช่นเดียวกัน ?" พอได้ยินเช่นนั้น ผมก็คิดถึงปรากฎการณ์ของวิถีชีวิตสมัยใหม่ของพวกเรา แบบ ผลิตกันขนานใหญ่ บริโภคกันขนานใหญ่ มันไม่น่าแปลกหรอกหรือ ที่ ระบบที่ต่างระดับกันตั้งแต่ในระดับเซลล์ ,ร่างกาย,สังคม และ จักรวาลทั้งมวล จาก เล็ก สู่ ใหญ่ ต่างก็แสดงออกมาละม้ายและคล้องจองกัน อย่างไม่น่าเชื่อ ?

จากจุดนี้ เมื่อผมหวนกลับไปคิดถึงคำถามเกี่ยวกับ อะไรทำให้เซลล์ สะสมความผิดปกติมากมายออกอย่างนั้น และ ยอมให้มัน ทำลายกลไกการป้องกันต่างๆจำนวนมากได้ คำตอบที่ง่ายและชัด ปรากฎขึ้นในใจผม นั่นคือ อัตราการสันดาปของโปรตีนที่มากเกินไป ! ถ้าเซลล์ในร่างกายอยู่ในภาวะของการผลิตอย่างขนานใหญ่ proteasome ก็จะทำงานหนักเกินไป และไม่สามารถสลาย โปรตีนที่เก่า และเสื่อม ซึ่งก่อให้เกิดสิ่งผิดปกติต่างๆ จนทำให้เสียสมดุลย์ เนื่องจากโปรตีน เป็น" ตัวจริง " ในการทำหน้าที่ต่างๆของเซลล์ เมื่อโปรตีนที่เสีย ไม่สามารถถูกกำจัดไป มันก็จะทำเรื่องที่ไม่ดีต่อไป จนกว่าทั้งระบบจะควบคุมไม่ได้อีกต่อไป ไม่ว่าเซลล์จะพยายามเพิ่มการผลิต proteasome มากมายแค่ไหน แต่การสันดาปยังคงเพิ่มขึ้นไม่หยุด ในที่สุดเซลล์ก็ไม่อาจจัดการอะไรได้ การเพิ่มระดับ proteasome ที่พบในเซลล์มะเร็ง นั้น คล้ายจะสะท้อนถึง การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของเซลล์เพื่อฟื้นคืนความสมดุลย์

ผมอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่า มีโรคมากมายเท่าไรของคนเราที่เป็นผลมาจากวิถีชีวิตที่เร่งร้อนของผู้คนยุคใหม่ ภายใต้ความเครียดทางจิต และความอยากที่ไม่สิ้นสุดในใจ ซึ่งทั้งหมดนี้ จะถูกถ่ายทอดโดยผ่านระบบจิตประสาทต่อมไร้ท่อ [psychoneuroendocrine system ] ไปสู่ระดับเซลล์ ออกคำสั่งให้เพิ่มการสันดาปของเซลล์ จนเมื่อมันท่วมท้นเหนือระบบ proteasome ก็นำไปสู่การสะสมความผิดปกติของเซลล์ และสุดท้ายก็คือความล้มเหลวของ ทั้งระบบร่างกาย ขอไปไกลอีกสักนิด ใช่หรือไม่ว่าความต้องการที่ไม่สิ้นสุดในการแสวงหา เงินตรามากยิ่งขึ้น ,สิ่งของต่างๆมากยิ่งขึ้น, ชื่อเสียง และอำนาจที่มากยิ่งขึ้น นั้นสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับโรคมากมายของสังคม ?

ฉนั้นอะไรคือ วิธีการรักษาโรคมะเร็งล่ะ ? อะไรคือวิธีการแก้ไขปัญหาทั้งหมดในสังคมล่ะ? อะไรล่ะที่จะสามารถชะลอการเคลื่อนไหวของ เจ้าหลุมดำในจักรวาล ได้ ?

ปัญหาในการรักษาโรคมะเร็งนั้น ใหญ่โต พอๆกับ อีก สองปัญหา เลยทีเดียว แต่ว่า มีสาเหตุร่วมกัน ของปัญหาทั้งสามประการหรือไม่ ? ในจักรวาลมีกฎหรือไม่ และถ้ากฎนี้ถูกละเมิด ใช่จะนำมาซึ่งปรากฎการณ์ของปัญหาทั่วทั้งจักรวาล ตั้งแต่ระดับเล็กที่สุด จนใหญ่ที่สุด หรือไม่ ? เป็นไปได้หรือไม่ว่าทุกสิ่งที่เราเห็น ทางด้านกายภาพเป็นเพียงปรากฏการณ์ของบางสิ่งที่เราเรียกกันกว้างๆว่า จิตสำนึก

นี่ก็ล่วงมาถึงแดนสนธยา สำหรับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่แล้ว โลกของจิตวิญญาณและจิตสำนึก วิทยาศาสตร์ได้กันมันออกไปและเชื่อว่า เราเพียงสามารถเข้าใจธรรมชาติ ได้ โดยการแยกวัตถุออกจากจิตอย่างสิ้นเชิง แต่อะไรคือธรรมชาติของจิต ? อะไรคือความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับวัตถุ ? หากปราศจากคำตอบ สำหรับคำถามเหล่านี้ เราจะสามารถ สบายใจ และมั่นใจได้อย่างไร ว่าเราเข้าใจกฎของร่างกายเราและกฎของจักรวาลในระดับกายภาพนี้ แล้ว ?

ก่อนที่ผมจะเดินทางไปเมืองบอสตัน ผมได้อ่าน วารสารทางวิทยาศาสตร์ฉบับใหม่ ซึ่งหน้าปกของมัน เป็นภาพวาดของ ไมเคิลแอนเจโล คาราแวจิโอ ( ๑๕๗๓ - ๑๖๑๐ ) เกี่ยวกับนิยายกรีกโบราณ เรื่อง Narcissus ขณะที่ Narcissus กำลังมองลงไปในน้ำ ก็เห็นเงาของตนเอง แล้วก็หลงรักในภาพเงาของตนนั้น เขาไม่สามารถสละความเสน่หาต่อมันได้ แต่กลับ เกิดความปรารถนาอย่างรุนแรง ให้เงานั้น ดูดพลังงานทั้งหมดของเขาไปเสีย และสุดท้าย เขาก็ตาย ตอนแรกสุด ผมคิดว่า ทำไมNarcissus จึงไม่พูดว่า นั่นคือเงาของเขาเอง ? แน่นอน ผมเดาว่า ในสมัยนั้น พวกเขายังไม่มีกระจกกัน แต่แล้วผมขอถามว่า " ทำไมเขาไม่ลองสังเกตดูให้ดีที่ตัวเขา ? " ถ้าเขาได้ทำเช่นนั้น เขาย่อมจะพบว่า มันมีสิ่งที่คล้ายๆกันมากมาย ระหว่างมือสองข้างของเขา และเสื้อผ้า และสิ่งเหล่านั้นในเงาภาพ " แล้วผมก็ยิ้ม " อันที่จริง มีพวกเรากี่คนที่เคยมองดูตัวเราเอง ในชีวิตของเรา ? เมื่อเรามีปัญหาต่างๆ เราก็มองสิ่งอื่นข้างนอก ยกเว้นตัวเราเอง การเกิดโรคภัยต่างๆ ,การแก่ชรา และการตาย ทั้งหมดนี้เรามัวแต่ค้นหาคำตอบจากภายนอก เราได้ใช้ทรัพยากรไปมากมายมหาศาล เพื่อค้นหาวิธีรักษาโรคต่างๆ เราก็ยังคงหวังกันว่า สักวันจะมี super computer ที่จะทำให้เรารู้แจ้งในความลี้ลับของชีวิต แต่ถ้าโลกกายภาพทั้งหมดนี้เป็น มายาภาพ ดังเช่นที่มีการสั่งสอนกันมานาน แล้ว โดยท่านผู้รู้แจ้งในอดีต ? เราเคยเห็นความสอดคล้องกันระหว่าง จักรวาล ,สังคมมนุษย์, ร่างกาย และเซลล์ของมนุษย์หรือไม่ ? เป็นไปได้หรือไม่ว่าเรา มัวแต่จ้องดูเงาของตน นานเกินไปแล้ว ? ถึงเวลาหรือยังที่เราจะค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเรา แล้ว กลับบ้านเสียที ?

ป.ล. หลังจากการสนทนาของผม ผู้ฝึกฝ่าหลุนกงหลายคนมาหาผมและ เล่าประสบการณ์ของพวกเขา และผู้ฝึกคนอื่นๆ เกี่ยวกับ การหายจากโรคที่ รักษาไม่ได้ หลายชนิดเช่น โรค การแข็งตัวของเนื้อเยื่อ (systemic sclerosis ) และ โรคมะเร็งชนิดต่างๆ โดยการฝึกบำเพ็ญฝ่าหลุนต้าฝ่า