การบำเพ็ญต้าฝ่า จากมุมมองวิชาแสง


โดยทั่วไปคนเรามักจะเชื่อกันว่า " เห็น ก่อนแล้วค่อย เชื่อ " ถ้าอะไรที่เขาไม่สามารถมองเห็น ก็จะไม่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง อันที่จริงเวลาคนมองสิ่งของโดยผ่านตาของเขา นั่นก็คือแสงที่มองเห็นได้( visible light ต่อไปจะเขียนย่อๆว่า VL ) ไปกระทบถูกจอประสาทตาของเขา กระตุ้นให้เกิดสัญญาณประสาทส่งต่อไปสู่สมอง ทำการแปลเป็นภาพออกมา จึงเกิดการเห็นได้ ในวิชาฟิสิกส์ ถือว่าแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ( electromagnetic wave ) ซึ่งความยาวคลื่นแสง ที่ตาคนเรา สามารถมองเห็นได้จะอยู่ในช่วง ความยาว 4000 - 7600 อังสตรอม ( angstrom ; 1 angstrom = 10-10 metre) ทำให้เราเห็นสีต่างๆกัน ในช่วงแสงดังกล่าว เพราะช่วงความยาวคลื่นที่แตกต่างกัน อาการตาบอดสีเกิดขึ้น เมื่อตาไม่สามารถแยกความแตกต่างของ ความยาวคลื่นแสงนั้นๆได้ แต่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มิได้ประกอบด้วยแสง VL เท่านั้น แต่ยังมี คลื่นวิทยุ , รังสีอินฟราเรด , รังสีอุลตร้าไวโอเลต( UV) ,รังสีแกมม่า,รังสีเอ็กซเรย์ เป็นต้น ความยาวคลื่นฯที่ยาวที่สุดนั้นยาวมากกว่า 100,000 เมตรในขณะที่ความยาวคลื่นที่สั้นที่สุดเท่ากับ 10 ยกกำลังลบ 17 เมตรเท่านั้น แถบความยาวคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นกว้างขวางมาก ส่วนแสง VL นั้นเป็นเพียงสัดส่วนอันน้อยนิดของมันเท่านั้น และแสงใดๆที่อยู่นอกเหนือความยาวคลื่นนี้ ( 4,000-7,600 อังสตรอม ) คนก็ไม่อาจมองเห็นได้ ดังนั้นทัศนวิสัยของคนเราจึงมีความจำกัดอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับช่วงความยาวคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมด

ทัศนวิสัย ของคนสามารถขยายออกไปได้ ด้วยการใช้เครื่องมือพิเศษช่วย ซึ่งมีการทุ่มเทความพยายามกันอย่างมากในเรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น วัตถุบางอย่างในอวกาศจะเปล่งแสง UVแทนแสง VL ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สามารถสังเกตวัตถุจำพวกนี้ ได้โดยกล้องส่องทางไกลชนิดพิเศษ ที่สามารถจับแสงUV ได้ เช่นกล้อง ฮับเบิ้ลที่มีชื่อเสียง สามารถให้ข้อมูลภาพสำหรับงานวิจัยด้านอวกาศภูมิศาสตร์( cosmographic ) ได้แก่ภาพดาราจักรจำนวนมาก ซึ่งดูได้จากweb site ของ NASA

ในโลกจุลภาคนั้น เส้นผ่าศูนย์กลางของนิวเคลียสอะตอมเท่ากับ 1/108 -ของความยาวคลื่นแสง VL เท่านั้น เพื่อที่จะทำการสังเกตอนุภาคเล็กๆอย่างนี้ เราจำเป็นต้องมีแสงที่มีความยาวคลื่นเท่ากับเส้นผ่าศูนย์กลางของนิวเคลียสอะตอม แต่ตามนุษย์ ประกอบขึ้นมาจากโมเลกุล ดังนั้นแสงที่มีความยาวคลื่นที่ว่านั้น ไม่เพียงแต่จะทะลวงผ่านช่องว่างระหว่างโมเลกุลที่ประกอบขึ้นเป็นตาของเรา แต่ยังทะลวงผ่านตัวโมเลกุลเองด้วย เราจึงไม่มีทางที่จะเห็นสิ่งที่เล็กขนาดนิวเคลียสอะตอมได้ เว้นเสียแต่ เราจะมีตาที่ประกอบขึ้นมาจากอะตอม วัตถุที่สร้างจากโมเลกุลดูหนาแน่นสำหรับเรา แต่สำหรับอนุภาคขนาดนิวเคลียสอะตอมแล้ว มันก็เป็นเสมือน มุ้งลวดหน้าต่างที่โปร่งๆ ซึ่งทะลวงไปได้ อย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับที่อากาศไหลผ่านมุ้งลวดหน้าต่าง โดยเราไม่สามารถเห็นหรือรู้สึกได้ เมื่อเทียบกับมิติของเรา ที่สร้างจากโมเลกุล มันก็เป็นระบบที่เป็นเอกเทศระบบหนึ่ง และดำรงอยู่พร้อมกันกับมิติของเรา ในสถานที่เดียวกัน นักวิทยาศาสตร์กำลังทำการค้นคว้าการดำรงอยู่ของมิติหลายๆมิติ( multiple dimension ) ที่ระดับนิวเคลียสจะมีแสง และรูปแบบของการดำรงอยู่ที่เป็นเอกเทศเช่นเดียวกัน มันก็เป็นมิติ ๆ หนึ่งด้วยใช่หรือไม่ ?

ในความเป็นจริง นักวิทยาศาสตร์บางคนรู้ว่า ทุกๆระดับอนุภาคอันเป็นที่รู้จักกันแล้ว และบางระดับอนุภาคที่เล็กลงไปอีก ซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จัก ล้วนเป็นมิติที่เป็นเอกเทศ มีจักรวาลมากมายที่ไม่อาจมองเห็นได้ดำรงอยู่พร้อมกัน ในที่เดียวกัน แล้วเราจะพูดได้อย่างไรว่าสิ่งที่ตามองไม่เห็นนั้นไม่มีอยู่จริง ? อย่างไรก็ตามในกระบวนการก้าวล่วงไปสู่มิติต่างๆของอนุภาคที่เล็กลงไป และเล็กลงไปอีก นักวิทยาศาสตร์ก็พบว่า อนุภาคยิ่งเล็ก พลังงานของมันก็ยิ่งมาก ยิ่งโครงสร้างของมันมีความมั่นคงมากขึ้นเพียงใด ก็ยิ่งยากลำบากในการสำรวจลึกลงไปในมิตินั้นๆ วิธีการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ของการวิจัยอนุภาคของจักรวาลระดับจุลภาค ต้องทำการยิงอนุภาคนั้นๆให้แตกออกเป็นส่วนเล็กๆด้วย อนุภาคที่ถูกเร่งความเร็ว เพื่อศึกษาโครงสร้างของมัน เครื่องมือที่ใช้เร่งความเร็วของอนุภาคที่เรียกว่า Cyclotron เป็นเครื่องมือชิ้นแรกที่ถูกสร้างขึ้นโดย ลอเรนซ์ในปี ค.ศ.1930 มันมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 10 ซม. มันสามารถทำให้นิวเคลียสอะตอมแตกออกเป็น นิวตรอน และ โปรตอน ปัจจุบันเครื่องเร่งอนุภาคมีความยาวหลายกิโลเมตร แต่ก็ยังคงไม่สามารถทำให้นิวเคลียสฯแตกออกเป็น ควอร์ก( quark ) ได้ นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามสร้างเครื่องเร่งอนุภาคให้มีความยาวมากขึ้นไปอีก ทว่าความหวังที่จะทำให้ได้อนุภาคที่เล็กลงไปอีกยังคงริบหรี่ เขาเพียงแต่สามารถตรวจพบอนุภาคที่เล็กกว่าซึ่งถูกปล่อยออกมาในระหว่างการทำลายโครงสร้างที่อ่อนแอที่สุด ในระดับอนุภาคที่เล็กลงไป เมื่อทำการยิงอนุภาคหนึ่งด้วยอนุภาคความเร็วสูง เนื่องจากมิติ มีรูปแบบการดำรงอยู่ที่เป็นเอกเทศ ระดับอนุภาคที่ต่างกัน ต้องมีอนุภาคชนิดต่างๆ ที่อยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ เช่นเดียวกับในมิติของเรานี้ที่มีโมเลกุลต่างๆที่อยู่กันอย่างไม่เป็นระเบียบ ดังนั้นจึงต้องมีอนุภาคที่คงที่ ชนิดต่างๆมากมายที่เรายังเข้าไปไม่ถึง นักวิทยาศาสตร์มีความรู้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับมิติอื่น และเมื่อเขาพยายามอธิบายมัน ก็จะเหมือนกับการใช้เปลือกหอยชิ้นหนึ่งจากริมหาดทราย มาอธิบายทะเลอันกว้างใหญ่ทั้งหมด

อนุภาคที่ถูกใช้ในการทดลองทางฟิสิกส์ชั้นสูง นั้นจะถูกเร่งจนมีความเร็วเข้าใกล้ความเร็วของแสง เพื่อที่จะให้ได้อนุภาคที่ยากจะรู้ได้เหล่านี้ ดังนั้นด้วยวิธีการเช่นนี้ ในการสำรวจมิติที่ลึกลงไป จึงมีขีดจำกัดมากเหลือเกิน

เมื่อเรามองชีวิตคนจากมุมมองของจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล เราก็จะเห็นได้ว่าชีวิตของเรานี้ช่างไม่มีนัยสำคัญใดๆเลย มันทั้งบอบบางและไม่แน่นอนเลย

ในระดับมหภาคนั้นเล่า มนุษย์เราก็ไม่อาจออกไปจากทางช้างเผือกนี้ได้ แม้จะบินไปด้วยความเร็วเท่าแสง ส่วนในระดับจุลภาค ช่วงห่างขนาดใหญ่ของระดับพลังงาน ก็กีดกั้นเราจากการสำรวจมิติที่ลึกลงไป นั่นคือขอบเขตความสามารถของมนุษย์ถูกจำกัดโดยความเร็วของแสง ,เวลา , อวกาศ และช่วงห่างระหว่างระดับพลังงาน( energy level gap ) มนุษย์ถูกจำกัดอยู่ในระบบสุริยะจักรวาล จึงไม่อาจมีความเข้าใจอย่างสมบูรณ์ได้เลย ทั้งในเรื่องจักรวาล ในทางมหภาค และ จุดกำเนิดของสสาร ในทางจุลภาค

เช่นนี้แล้ว เราจะมีทางออกจากกับดักนี้ ไปได้อย่างไร ?

ถ้าจักรวาลสามารถให้กำเนิดสรรพชีวิตได้ ฉนั้นการดำรงอยู่ของชีวิตจึงไม่น่าจะจำกัดอยู่แต่เฉพาะในมิติของเรานี้เท่านั้น สิ่งมีชีวิตในมิติระดับพลังงานที่สูงกว่าเหล่านั้น ย่อมจะมีรูปแบบของชีวิตที่ก้าวหน้ากว่า หากมนุษย์คิดจะเอาชนะข้อจำกัด แห่งจักรวาลดังกล่าวข้างต้น ไปทำความเข้าใจมิติที่สูงกว่า ผู้นั้นก็จะต้องบำเพ็ญพุทธธรรม พลังที่เกิดขึ้นในร่างกายของผู้บำเพ็ญนั้น เป็นสสารที่เล็กละเอียดและมี พลังงานสูง ตาที่ประกอบด้วยสสารพลังงานสูงชนิดนี้ที่ได้มาโดยการบำเพ็ญ( เรียกว่า ตาทิพย์ ) จะสามารถมองเห็นมิติอื่น ที่ประกอบด้วยชีวิต และสสารที่แตกต่างกัน ตาทิพย์ที่มี ความสามารถในการมองเห็นในระดับที่แตกต่างกันนั้น เรียกกันว่า สามัญจักษุ , ทิพยจักษุ ,ปัญญาจักษุ ,ธรรมจักษุ และพุทธจักษุ สามัญจักษุนั้น สามารถมองเห็นมิติของเรานี้ ทิพยจักษุสามารถมองทะลุมิติของเรา ส่วนปัญญาจักษุ และที่เหลือ สามารถมองเห็นมิติอื่นๆ ตาที่ประกอบด้วยอนุภาคในระดับที่ต่างกันสามารถมองเห็นแสง และมิติ ที่ความยาวคลื่นสอดคล้องกันกับมัน

อาจารย์หลี่ หง จื้อ กล่าวไว้ในหนังสือจ้วนฝ่าหลุนเกี่ยวกับการบำเพ็ญพุทธ อย่างแจ่มแจ้งทะลุปรุโปร่ง ซึ่งนับเป็นการเปิดเผยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในเรื่องกำเนิดและความหมายที่แท้จริงของ ชีวิตคน ในหนังสือนี้ยังได้เผยกฎเกณฑ์ของจักรวาล ความจริง ความเมตตา และ ความอดทน ที่ควบคุมสรรพชีวิตทั้งปวงไว้ อีกทั้งยังอธิบายวิธีการยกระดับจิตใจ( ซินซิ่ง )ของคน ตลอดจนกระบวนการในการกลับคืนสู่มิติที่สูงกว่า

หากการค้นหาความจริงเกี่ยวกับ อวกาศ กาลเวลา และจักรวาล คือเป้าหมายของวิทยาศาสตร์แล้วไซร้ ฝ่าหลุนต้าฝ่า ก็คือวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง ที่สามารถนำคนไปสู่เป้าหมายนั้นได้อย่างแน่นอน