ข้อคิดจากนิทานซีอิ้วจี้(ไซอิ้ว)


ตอนการต่อสู้สามครั้งระหว่างซุนอู่คง(ซุนหงอคง)กับนางปีศาจกระดูกขาว

โดย ต้าฝ่าตี้จื่อจีนแผ่นดินใหญ่

 

[เจิ้งเจี้ยนเน็ต] ในนิทานซีอิ๋วจี้(ไซอิ๋ว) พระถัง[พระถังซัมจ๋าง]พร้อมลูกศิษย์ 4 คนเดินทางสู่สวรรค์ตะวันตกเพื่อเสาะแสวงหาคัมภีร์ พระถังเป็นตัวแทนของผู้บำเพ็ญปฏิบัติซึ่งบรรลุความสำเร็จสมบูรณ์โดยอาศัยการรับรู้ แม้ว่าตลอดทางท่านจะมีจิตหวาดกลัวเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ แต่ด้วยจิตที่มุ่งมั่นต้องการจะได้คัมภีร์แท้จริง เทพบนสวรรค์จึงคอยปกปักรักษาอย่างเงียบๆ และยังมีซุนอู่คง จูปาเจี้ย(ตือโป๊ยไก่) ภิกษุซา ศิษย์ทั้งสามคอยกำจัดมารร้ายตลอดทาง ต้องประสบกับทุกข์ภัยรวม 81 ครั้ง ต้องปล่อยวางความเป็นความตายครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดได้คัมภีร์แท้จริงกลับมา และบำเพ็ญสำเร็จมรรคผลถูกต้อง

ในความรู้สึกของผม ดูผิวเผินพวกเขา 4 คนเป็นอาจารย์กับลูกศิษย์ แต่โดยแท้จริงพวกเขาเป็นตัวแทนร่างโดยรวมของผู้บำเพ็ญปฏิบัติ พวกเขาต่างเป็นผู้เสาะแสวงหาคัมภีร์ หากปราศจากพระถังซึ่งมีจิตเด็ดเดียวแน่วแน่ต่อการบำเพ็ญพุทธะ ย่อมไม่สามารถจะได้คัมภีร์แท้จริง ขณะเดียวกันพระถังยังแสดงบทของการเผยแพร่พุทธธรรม และทำความรู้จักกับผู้มีวาสนา ซุนอู่คงเป็นตัวแทนของผู้บำเพ็ญปฏิบัติซึ่งมีความสามารถพิเศษติดตัว เขามองเห็นมิติอื่นๆ และมีความสามารถพิเศษมากและสูงกว่าคนอื่นๆ ตลอดทางวิธีบำเพ็ญปฏิบัติของเขาคือสามารถแยกแยะธรรมะหรืออธรรม สยบมาร กำจัดมารร้าย ผี ปีศาจในมิติอื่นซึ่งบ่อนทำลายความมุ่งมั่นในการเสาะแสวงหาคัมภีร์ของทุกคน การต่อสู้กับมารร้ายของเขาไม่ใช่เกิดจากจิตอยากต่อสู้แย่งชิง แต่เกิดจากจิตดั้งเดิมซึ่งต่อสู้เพื่อจะกำจัดมารร้ายในมิติอื่นซึ่งบ่อนทำลายมนุษย์ บ่อนทำลายการบำเพ็ญปฏิบัติ หากปราศจากการช่วยเหลือของเขา ย่อมไม่สามารถจะได้คัมภีร์ จูปาเจี้ยก็เช่นกันบำเพ็ญโดยมีความสามารถพิเศษติดตัว เดิมทีเขาเป็นเทพที่เสื่อมถอยแล้ว ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานซินซิ่ง ณ สวรรค์ชั้นนั้นแล้วจึงถูกตีตกลงมายังโลกมนุษย์ เป็นเพราะโพธิสัตว์กวนอินเห็นว่าจิตดั้งเดิมของเขายังมีเหลืออยู่ จึงนำพาให้เขาได้ผูกวาสนากับผู้บำเพ็ญปฏิบัติเพื่อกลับคืนสู่สภาพดั้งเดิมแท้จริง เขามองเห็นมิติอื่นในระดับที่จำกัด การบำเพ็ญพุทธะสำหรับเขาดูเหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญ บำเพ็ญก็ได้ ไม่บำเพ็ญก็ได้ เขาหลงอยู่ในโลกมนุษย์ ปล่อยวางกิเลสได้ยากลำบากนัก และยังก่อเรื่องยุ่งให้แก่คนทั้งกลุ่มอย่างมากมาย แต่ในยามวิกฤติเขาจะแสดงออกมาอย่างมีสติแจ่มชัด ภิกษุซาก็สามารถมองเห็นมิติอื่นได้บ้างแต่ในขอบเขตที่เล็กลงไปอีก เขามีความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่มากกว่าจูปาเจี้ย แม้ว่าจะมีจิตยึดติดไม่มากนัก แต่ด้วยเหตุที่มีเกินจี(รากฐาน)ด้อยกว่าจูปาเจี้ย โดยหลักเขาจึงบำเพ็ญโดยอาศัยการทนทุกข์ทนลำบาก

ในการต่อสู้สามครั้งระหว่างซุนอู่คงกับนางปีศาจกระดูกขาวในเรื่อง พวกเราได้เห็นถึงความชั่วร้ายซึ่งนางปีศาจกระดูกขาวเป็นตัวแทนก็คือ การหลอกใช้จิตเมตตาของพระถัง ใช้เล่ห์กลนับร้อยนับพันวิธีเพื่อจะหลอกกินเนื้อพระถัง เพื่อจะทำให้เขาตาย ไม่ให้เขาบำเพ็ญสำเร็จ นี่เหมือนคำพูดลับของนายเจียงXX ที่ว่า “เพราะฝ่าหลุนกงบำเพ็ญ เจิน ซั่น เหยิ่น (ความจริง ความเมตตา ความอดทน) ตีไม่ตอบโต้ ด่าไม่ตอบกลับ พวกเราก็ใช้จุดนี้โจมตีพวกเขาให้จงหนัก...” นี่เหมือนกับความชั่วร้ายซึ่งมีนางปีศาจกระดูกขาวเป็นตัวแทนทุกประการ เมื่อนางปีศาจกระดูกขาวเห็นว่าซุนอู่คงสามารถล่วงรู้แผนการร้ายของนางปีศาจในแต่ละมิติ จึงใช้จุดอ่อนของจูปาเจี้ยซึ่งมีระดับการบำเพ็ญจำกัด มองไม่เห็นความเป็นจริงมากนักและมีจิตยึดติดค่อนข้างมาก และใช้จุดอ่อนของพระถังซึ่งไม่รู้ความเป็นจริง และมีจิตเมตตาต่อสิ่งชั่วร้ายโดยตลอดของเขา ทำการยุยง สร้างความขัดแย้งเพื่อทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์เกิดความแตกแยก โดยมีจุดประสงค์ขัดขวางไม่ให้พวกเขาบำเพ็ญสำเร็จมรรคผลถูกต้อง ตรงนี้เหมือนกับผู้ฝึกบางคนซึ่งไม่สามารถปล่อยวางจิตยึดติดต่างๆ เวลาประสบกับทุกข์ภัย ไม่สามารถไตร่ตรองปัญหาจากมุมของการเจิ้งฝ่า(การปรับฝ่าให้ถูกต้อง)และองค์รวมของต้าฝ่า จนถูกสิ่งชั่วร้ายใช้เป็นเครื่องมือมาบ่อนทำลายต้าฝ่า ต่อเมื่อประสบกับทุกข์ภัยและความเป็นจริงซึ่งอยู่ตรงหน้า ในที่สุดพระถังและจูปาเจี้ยจึงเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งถึงความชั่วร้ายของนางปีศาจกระดูกขาวซึ่งมีจุดมุ่งหมายบ่อนทำลายการบำเพ็ญปฏิบัติ พวกเขาจึงเกิดความคิดถูกต้องในจิตใจ ละทิ้งความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ค้นหาจุดบกพร่องของตัวเองจากภายใน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สามัคคีรวมตัวกันเป็นร่างโดยรวมกันอีกครั้ง และทำลายความฝันอันชั่วร้ายของนางปีศาจกระดูกขาว ซึ่งคิดจะบ่อนทำลายการบำเพ็ญปฏิบัติของพวกเขา จนสามารถรบชนะนางมารร้ายตนนี้ในที่สุด ในระหว่างขั้นตอนปาเจี้ยผู้ซึ่งตกอยู่ในกลลวงของมารร้าย สามารถปล่อยวางความเห็นแก่ตัวและจิตยึดติดของตนโดยคำนึงถึงส่วนรวม ไปตามหาซุนอู่คงจนพบพร้อมกับร่วมมือกับเขาทำการกำจัดมารร้าย ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญและมีค่าอย่างยิ่ง จากบทเรียนอันลึกซึ้งครั้งนี้ พระถังกับเหล่าศิษย์จึงมีความสามัคคีรวมเป็นหนึ่งมากยิ่งขึ้น และทำให้พวกเขาบำเพ็ญปฏิบัติบรรลุความสำเร็จสมบูรณ์ในท้ายที่สุด

ในระหว่างทางไปยังสวรรค์ตะวันตกเพื่อเสาะแสวงหาคัมภีร์ ตลอดทางมีเทพบนสวรรค์คอยปกปักรักษาผู้บำเพ็ญปฏิบัติอย่างเงียบๆ ในเวลาที่ซุนอู่คงพบกับมารร้ายซึ่งตัวเองมีกำลังสู้ไม่ได้ ก็จะมีเทพอารักษ์ในแต่ละมิติคอยช่วยเขากำจัดมารร้าย เมื่อซุนอู่คงพบกับวานรหกหูซึ่งไม่มีใครสามารถแยกแยะออก พระยูไลถึงกับออกมาช่วยกำจัดมารร้ายด้วยตัวเอง นี่คือการบำเพ็ญปฏิบัติเจิ้งฝ่าโดยแท้ เทพถูกต้องทั้งหมดจะให้การช่วยเหลือผู้บำเพ็ญปฏิบัติ คอยอารักษ์ปกป้องผู้บำเพ็ญปฏิบัติอย่างปราศจากเงื่อนไข เหตุการณ์ซึ่งสะเทือนไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพีในมิติอื่นเหล่านี้ พระถังไม่รู้เรื่องและมองไม่เห็นเลยตั้งแต่ต้นจนจบ แต่โดยแท้จริงเป็นการกำจัดองค์ประกอบแห่งความชั่วร้าย มารร้ายเหล่านี้ซึ่งมีทั้งปีศาจสุนัขจิ้งจอก พังพอน งูในมิติต่างๆ มีทั้งชีวิตชั้นสูงที่เสื่อมถอยแล้วและเทพที่เสื่อมถอยแล้วในมิติต่างๆ สิ่งที่พวกเราเห็นคือ ขอเพียงผู้ฝึกบำเพ็ญมีความคิดถูกต้องอยู่ในใจ เมื่อซินซิ่งบรรลุถึงมาตรฐาน ทุกข์ภัยนั้นก็จะหมดสิ้นไป ในนิทาน[ไซอิ้ว] หลายๆ ครั้งในเวลาที่พวกเขาบรรลุมาตรฐาน เทพถูกต้องก็จะลงมาช่วยกำจัดอุปสรรคซึ่งขัดขวางการเดินทางให้กับพวกเขา ณ ด่านสุดท้ายเมื่อถึงสวรรค์ตะวันตก พุทธะผู้นำทางลงมาพร้อมกับนาวาไม่มีใต้ท้องเรือ ซุนอู่คงเป็นผู้บอกพระถังให้รู้ถึงภาพแท้จริงที่เขาเห็น ช่วยพระถังกำจัดจิตหวาดกลัวทิ้งไป ทำให้พระถังก้าวลงนาวาธรรมะที่มารับด้วยความเชื่อมั่นเต็มร้อย ความเป็นความตายเป็นเรื่องที่พระถังไม่ยี่หระอีกต่อไป ตลอดทางของการเสาะแสวงหาคัมภีร์ พระถังปล่อยวางความเป็นความตายครั้งแล้วครั้งล่า ทำการทดสอบความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ต่อความเชื่อถูกต้องในการเสาะแสวงหาคัมภีร์ การบำเพ็ญพุทธะ ณ นาทีแห่งความเป็นความตาย จวบจนสุดท้ายก็ยังมีด่านของการทดสอบเช่นนี้ต่อเขา ณ ด่านของทุกข์ภัยครั้งสุดท้ายซึ่งพระถังต้องชดเชย การจะเป็นเทพองค์หนึ่ง เรื่องที่รับปากผู้อื่นไว้แล้วแต่ไม่ได้ทำ ก็ต้องชดใช้ให้หมดสิ้นไปด้วยด่านของทุกข์ภัยนั้น ซึ่งเห็นได้ถึงความเข็มงวดจริงจังของการบำเพ็ญปฏิบัติ ในนิทาน[ไซอิ้ว] ตั้งแต่ต้นจนจบเป็นการทดสอบต่อการหยวนหมั่นของพวกเขา ได้ถูกจัดวางไว้ตลอดทางในการเสาะแสวงหาคัมภีร์ และใช้ขั้นตอนนี้ทดสอบปณิธานและความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ต่อการเสาะแสวงหาคัมภีร์และการบำเพ็ญพุทธะของพวกเขา ดูในภาพรวม พวกเขาล้วนแต่เดินตามหนทางซึ่งเทพได้จัดวางให้ผู้บำเพ็ญปฏิบัติเดินจวบจนพวกเขาสำเร็จการบำเพ็ญปฏิบัติในขั้นสุดท้าย

http://www.zhengjian.org./zj/articles/2002/6/20/10280.html

 สงวนสิทธิโดยเจิ้งเจี้ยนเน็ต โปรดระบุหากทำการคัดลอกตีพิมพ์