85 ปี แห่งการรอคอย จ้วนฝ่าหลุน ของภิกษุชาวเกาหลี อู๋ หย่งกุย
อู๋
หย่งกุย เป็นลูกชายคนเล็กสุด ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 5 คนแต่เป็นผู้หญิงถึง 4
คน ก่อนที่จะตั้งครรภ์ ครั้งสุดท้าย
แม่ของเขาได้ไปวัดสวดอ้อนวอนต่อพระพุทธบ่อยๆ ขอให้ได้ลูกชายสมปรารถนา เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ แม่ของเขาฝันว่า
มีพระพุทธองค์หนึ่งลงมาจากสวรรค์มอบคัมภีร์เล่มหนึ่งให้เธอ พร้อมกับปรากฏเด็กชายเล็กๆคนหนึ่ง ข้างกายเธอ
กระโดดโลดเต้นสลับไปมาระหว่างกองไฟ กับน้ำ โดยไฟไม่ไหม้ตัว และไม่จมลงไปในน้ำ เข้าทำนองตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้
เมื่อหย่ง กุย คลอดออกมา
แม่ก็ตั้งใจไว้ว่าเมื่อโตขึ้นจะเขาไปเล่าเรียนในวัด ดังนั้นพออายุได้แปดขวบ
แม่ก็ทำตามความตั้งใจนั้น
ที่วัดแรกที่หย่งกุย ไปอยู่
เขาได้พบกับผู้เฒ่าคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นผู้รับใช้องค์จักรพรรดิของเกาหลี
องค์สุดท้าย ผู้เฒ่าเป็นผู้ที่มีความจำที่แม่นยำต่อคำทำนายของ
นักพยากรณ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของเกาหลี นามว่า เกอ อัน อี๋ ลวี้ เมื่อหย่งกุย
ได้กราบท่านผู้เฒ่าเป็นครูสอนภาษาจีนให้
ผู้เฒ่าจึงได้บอกหย่งกุยว่า
หากเจ้าสามารถมีชีวิตอยู่เกิน 70 ปีขึ้นไป เจ้าจะได้พบกับพระศรีอารย์
ซึ่งจะมาถ่ายทอดหลักธรรมที่ถูกต้องให้กับชาวโลก
ถึงเวลานั้นโลกก็จะเปลี่ยนแปลงงดงามอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่เจ้าต้องพยายามรักษาเนื้อรักษาตัว โดยมุ่งทำดีเรื่อยไป
ทำอะไรให้คิดถึงคนอื่นก่อนเสมอ ซึ่งที่แท้ก็เท่ากับทำให้กับตนนั่นเอง ตัวข้าคงอยู่ไม่ถึงเวลานั้นแล้ว และลูกหลานก็ไม่มี
ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก
หย่งกุย
จดจำคำของครูได้อย่างแม่นยำ และพยายามปฏิบัติตามเสมอมา ดังเช่น วันหนึ่งของเทศกาลปีใหม่
พี่สาวได้มอบเสื้อที่เพิ่งเย็บให้ใหม่กับเขา
แต่เมื่อเขาไปบ้านเพื่อนคนหนึ่งที่ยากจนมาก
และใส่แต่เสื้อผ้าเก่าๆขาดๆ ทำให้เขารู้สึกสงสารจึงถอดเสื้อใหม่ของตนให้เพื่อนไป ต่อมาพี่สาวทราบเรื่อง ก็ด่าว่าเขา
แต่เขาไม่ถือโกรธเลย
เรื่องราวทำนองนี้เกี่ยวกับการทำความดี การเสียสละของเขามีมากมาย
ตลอดหลายสิบปีในชีวิต
เขาเที่ยวออกแสวงหาการบำเพ็ญที่แท้จริง
เขาเคยไปอยู่ในวัดหลายแห่ง แต่เมื่อพบว่า พระในวัดต่างมุ่งแสวงหาแต่วัตถุ
เงินทองและชื่อเสียง เขาจึงจากวัดเหล่านั้นไปฝึกบำเพ็ญกับ นักพรตเต๋าในถ้ำบนเขา แต่ก็ต้องผิดหวังอีกเมื่อพบว่า
นักพรตเต๋า ที่บำเพ็ญมานานกว่า 30 ปีกลับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ บ่อยๆด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อย เขาจึงคิดว่าอยู่ที่นี่ต่อไปถึง ร้อยปีก็คงเปล่าประโยชน์
เขาจึงลงจากเขาไป ตอนนั้นอายุเขาล่วงเข้าไปถึง 60 ปีแล้ว
หย่ง กุย ไปเข้ามหาวิทยาลัยพุทธศาสนา เพื่อศึกษาพระสูตร
กับพระคัมภีร์ 84,000 พระธรรมขันธ์ให้เป็นระบบคงจะดี ในตอนนั้นที่มหาวิทยาลัยกำลังสอน
พระมหาปรินิพพานสูตร ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่บันทึกคำสอนในช่วงสุดท้ายก่อนจะปรินิพพานของพระพุทธองค์ ซึ่งมีความว่า ตลอด 49 ปีที่ทรงสั่งสอนธรรม
ล้วนแต่เป็นการปูพื้นฐานสำหรับ การบำเพ็ญที่แท้จริงซึ่งจะมีมาในอนาคต และยังทรงกล่าวถึง ยุคธรรมะปลายที่จะปรากฏ พระศักดิ์สิทธิ์ผู้หมุนธรรมจักรหรือเรียกอีกพระนามหนึ่งว่า
พระศักดิ์สิทธิ์แห่งธรรมจักร(ฝ่าหลุน) เมื่อหย่ง กุย ได้ยินเรื่องนี้
ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก
ต่อมาหย่งกุย ไปอยู่ที่วัดหนึ่งในเมืองเจียงหยวนเต้า
(ชื่อเรียกตามเขตปกครอง) เพื่อศึกษาคัมภีร์ และยังถูกเรียกให้สอนคัมภีร์
ซึ่งปกติการศึกษาคัมภีร์พุทธศาสนาต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปีจึงจะจบสิ้น
แต่พระในวัดนั้นเพียงแต่ศึกษาอย่างผิวเผิน ดังนั้นหย่งกุยใช้เวลาเพียงปีเดียวก็สอนพวกเขาจนจบโดยเพียงแค่พลิกคัมภีร์อย่างเร็วๆในขณะที่สอน เขาบอกว่าพระในวัดนั้นจิตอิจฉา และจิตโลภรุนแรงมาก ยังมีพระรูปหนึ่งบังคับพวกเรากินเนื้อสัตว์อีกด้วย ต่อมาผมก็จากวัดนั้นไปหาเพื่อนคนหนึ่งที่บ้านของเขา
เพื่อนคนนี้อาศัยอยู่ใกล้บ้านเดิมของนักพรตเต๋าที่มีชื่อเสียงของเกาหลีผู้ก่อตั้งสำนักเต๋า ชื่อเจียงเจิงซาน หมู่บ้านนี้มีคนอยู่ราว 2,000 คน บรรดาผู้สูงอายุที่นี่ล้วนเป็นศิษย์ของเจียงเจิงซาน มีอยู่ครั้งหนึ่ง หย่งกุย เห็นผู้สูงอายุหลายคนยืนชี้นิ้วไปที่นาข้าว
แล้วปรบมือเรียกเทพเต๋า พร้อมกับพูดว่า
พระศรีอารย์มาถึงโลกแล้ว ทำไมพวกเราไม่รู้กันละ
หย่ง กุย
ได้ยินเข้าถึงกับสะดุ้ง จึงรีบถามพวกเขาว่า พวกท่านหมายความว่าอะไรกัน พระศรีอารย์อยู่ที่ไหนละ พวกเขาตอบว่า เมื่อก่อน ท่านเจียง เจิงซาน เคยทำนายไว้ว่า เมื่อไร่สนเบื้องหน้า
เปลี่ยนเป็นไร่มัลเบอรี่ แล้วก็เปลี่ยนเป็นนาข้าว
พระศรีอารย์ก็จะมาถึง
ขณะนั้นที่นั่นกำลังทำถนนอยู่
ซึ่งอีกไม่นานย่อมจะต้องเปลี่ยนเป็นนาข้าวอย่างแน่นอน
ในตอนนั้นเป็นปีค.ศ. 1982 ผมได้เห็นคำพยากรณ์ปรากฏเป็นจริงขึ้นแล้ว
จึงบอกกับเพื่อนว่า ผมไม่ต้องการบ้านแล้ว ผมจะออกไปค้นหาพระศรีอารย์ หย่งกุย จึงเริ่มออกเดินทางไปทั่วเกาหลี
เพื่อค้นหาพระศรีอารย์ แต่ก็ไม่พบ
ครั้นแล้วเขาก็นึกขึ้นได้ถึงคำพูดหนึ่งของ เจียงเจิงซาน ว่า เที่ยวค้นหาพระศรีอารย์จะเหนื่อยเปล่า ไม่สู้นั่งลงบำเพ็ญกุศลอย่างจริงจัง พระศรีอารย์ก็จะมาหาท่านเอง จากนั้นหย่ง กุย จึงสงบจิตใจลงมา ไปจำวัดๆหนึ่งบากบั่นบำเพ็ญอย่างมุมานะ คิดอยู่เสมอว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้ดีได้
นับตั้งแต่ปีค.ศ.1988
หย่งกุย เริ่มมุ่งศึกษาพระมหาปรินิพพานสูตร พระสูตรนี้ยากจะอธิบายยิ่งนัก แต่หย่ง กุย ก็สามารถเข้าใจได้ ดังนั้นเขาจึงสอนนักเรียนและพระในวัด แต่มีไม่กี่คนที่สามารถเข้าใจได้ เนื้อหาในพระสูตรนี้ ล้วนพูดถึง เมื่อพระศักดิ์สิทธิ์ผู้หมุนธรรมจักร
ปรากฏขึ้นแล้ว จึงจะปรากฏหลักธรรมที่ถูกต้อง
ก่อนหน้านั้นล้วนไม่มีหลักธรรมที่ถูกต้อง
และยังกล่าวถึง
ว่าคัมภีร์ของหินยานเกิดขึ้นเพื่อรอต้อนรับการมาถึงของพระศักดิ์สิทธิ์ผู้หมุนธรรมจักร นอกจากเรื่องนี้แล้วก็ไม่มีความหมายอื่นอีกเลย
นี่คือเนื้อหาที่สำคัญที่สุดของพระมหาปรินิพพานสูตร
พระมหาปรินิพพานสูตรกล่าวว่า
นับแต่โบราณกาลมาจนถึงปัจจุบัน
พระศักดิ์สิทธิ์ผู้หมุนธรรมจักรนั้นมีเพียงองค์เดียวเท่านั้น พระศักดิ์สิทธิ์ผู้หมุนธรรมจักรไม่มา
ก็จะไม่มีหลักธรรมที่ถูกต้อง เมื่อพระองค์ปรากฏขึ้น แม้แต่โจรก็จะกลายเป็นคนดี
พระมหาปรินิพพานสูตรยังกล่าวว่า พระศักดิ์สิทธิ์ผู้หมุนธรรมจักรกำลัง
บ่มเพาะเหล่าพระโพธิสัตว์ และพระโพธิสัตว์ใหญ่
และแล้วในเช้าวันหนึ่งก็จะปรากฏขึ้นในฉับพลัน ถึงเวลานั้นทุกสรรพสิ่งก็จะเปลี่ยนแปลงใหม่หมด
และเรื่องของพระศรีอารย์ที่กล่าวในพุทธศานาก็คือเรื่อง
พระศักดิ์สิทธิ์ผู้หมุนธรรมจักร
หย่ง กุย
นั้นมีชีวิตอยู่เพื่อรอคอยหลักธรรมที่ถูกต้อง
เกออันอี๋ลวี่ เคยพูดว่าในปีค.ศ.1993 หลักธรรมที่ถูกต้องจะถ่ายทอดออกมา
และในปีค.ศ.2005 ก็จะเผยแพร่ไปทั่วโลก
อย่าได้พลาดโอกาสแห่งการบำเพ็ญธรรมครั้งนี้ไป
เมื่อถึงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
จะได้มีชีวิตรอดผ่านไปได้
ตำราพยากรณ์นี้ยังกล่าวว่า
อนาคตอาจจะไม่เป็นดังเช่นคำพยากรณ์เสียทั้งหมด
เมื่อเจ้าแห่งพุทธะ(พระศรีอารย์) มาถึงโลก
ทุกสิ่งบนโลกจะเปลี่ยนไปตามที่พระองค์บัญญัติ
ถึงเวลานั้นจะไม่เหมือนกับที่พยากรณ์เอาไว้ เพราะว่า ด้วยวิธีการบำเพ็ญในปัจจุบัน
ล้วนไม่อาจบำเพ็ญสำเร็จ
หย่งกุยเริ่มอธิบายพระมหาปรินิพพานสูตรแก่ผู้อื่นและยังเรียบเรียงเป็นตำราขึ้นมา
ในขณะเดียวกันก็เฝ้ารอคอยโอกาสของตนไปด้วย
เมื่อปีที่ผ่านมา มีอยู่คืนหนึ่ง
แม่ชี เชอฝ่าเหลียน ซึ่งบำเพ็ญพร้อมๆกับหย่งกุย ถามเขาว่า ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าจะไปกรุงโซลวันรุ่งขึ้น ตอนนี้ตัดสินใจได้หรือยัง เพราะหากจะไปจริง
ฉันก็จะรีบตื่นขึ้นมาเตรียมอาหารให้
แต่หย่งกุยบอก ไม่ไปแล้ว ไม่ต้องไปกรุงโซลแล้ว พอพูดจบก็กลับเข้าห้องไป ครั้นไปถึงห้อง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
กลับคิดจะไปกรุงโซลขึ้นมาอีก รู้สึกอยู่เสมอว่าน่าจะมีเรื่องอะไรดีๆรออยู่ที่นั่น
จนไม่อาจสงบใจอยู่วัดได้
แต่ก็ได้บอกแม่ชีไปแล้วว่า จะไม่ไป
แผนการนี้เปลี่ยนไปมาถึงสองครั้งแล้ว
เพิ่งพูดไปว่าจะไม่ไป
ตอนนี้ก็เปลี่ยนใจอีก
คิดจะบอกแม่ชีว่าจะไป ก็รู้สึกกระไรอยู่
หย่งกุยจึงคิดว่า งั้นเช้าขึ้นก็ไปหาก๋วยเตี๋ยวกินก็แล้วกัน
พอเช้าขึ้น
หย่งกุยไปที่ห้องครัว มองเห็นอาหารวางไว้พร้อมแล้ว จึงแปลกใจมาก เลยถามแม่ชีว่าทำไมทำอาหารเตรียมไว้ให้ละ แม่ชีตอบว่า
เดิมทีเมื่อคืนนี้ ขณะนอนหลับอยู่
ทันใดก็มีคนคล้ายชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ มายืนเคาะประตูอยู่ด้านนอก และที่แปลกกว่านั้นคือ
อยู่ๆม่านประตูก็ดูคล้ายโปร่งใส จนสามารถมองเห็นภาพด้านนอกได้ชัดเจน พอเธอกำลังเดินจะไปเปิดประตู ชายหนุ่มนั้นก็ไม่อยู่แล้ว ตอนนั้นเธอกำลังง่วงมากจึงไม่ได้คิดอะไร ได้แต่ล้มตัวลงนอนต่อไป แต่สักครู่หนึ่ง ชายหนุ่มคนนั้นก็มาเคาะประตูอีก เหมือนกับครั้งแรก เคาะอยู่หลายที แต่พอเธอยังไม่ทันได้เปิดประตู
เขาก็ไม่เคาะอีกแล้ว ตอนนี้เธอตื่นขึ้นมาเต็มตาแล้ว
จึงคิดว่า หรือว่าหย่งกุยจะไปกรุงโซล
ให้ฉันเตรียมอาหารให้เขา
งั้นก็ไปเตรียมให้เขาก็แล้วกัน
สำเร็จสมปรารถนา
ในขณะนั่งรถไฟใต้ดินจะไปกรุงโซล หย่งกุย
เหลือบไปเห็นหนังสือปกสีทองเล่มหนึ่งในมือของสุภาพสตรีคนหนึ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม จึงเริ่มคิดว่า
โดยทั่วไปมีแต่พระคัมภีร์เท่านั้นที่ทำเป็นลักษณะนี้
แต่หนังสือเล่มนี้ดูไปไม่เหมือนคัมภีร์เล่มไหนที่เคยเห็นมาก่อน เขาจึงชะเง้อมองดูชื่อหนังสือนั้น เมื่อมองเห็นตัวอักษร 3 ตัว จ้วนฝ่าหลุน บนปกหนังสือ เขาถึงกับตะลึง ฉับพลันก็นึกถึงเรื่อง
พระศักดิ์สิทธิ์ฯมาสู่โลก
ในโลกนี้ยังจะมีใครที่กล้าพูดว่า กำลังหมุนธรรมจักร นอกเสียจาก พระศักดิ์สิทธิ์ฯ จึงพูดกับสุภาพสตรีนั้นว่า นี่เป็นหนังสือที่ล้ำค่ามากนะ สุภาพสตรีนั้น ตอบว่า
พระอาจารย์อยากอ่านไหมละ หย่งกุยตอบว่า
ใช่แล้ว แต่หนังสือล้ำค่าอย่างนี้ อาตมาจะรับเปล่าๆไม่ได้ ช่วยบอกเบอร์โทรของคุณให้ได้ไหม
จะได้ส่งเงินไปให้ทีหลัง
พอหย่งกุย อ่าน ลุ่นอวี่จบ
ก็รีบโทรศัพท์บอกแม่ชีเชอฝ่าเหลียน ว่า จากนี้ไปไม่ต้องอ่านพระมหาปรินิพพานสูตรอีกแล้ว
ฉันจะส่งหนังสือเล่มที่มีค่าอย่างหาที่เปรียบมิได้ให้เธออ่าน จากนี้ไปอ่านหนังสือเล่มนี้ก็พอแล้ว
พอกลับถึงวัด เขาก็ส่งหนังสือให้แม่ชีดู
พอเธอเปิดหนังสือออกสิ่งแรกที่เห็นคือรูปถ่ายของท่านอาจารย์หลี่ หงจื้อ
จึงพูดด้วยความตกตะลึงว่า
คนๆนี้แหละที่ปลุกฉันตื่นขึ้นแต่เช้าตรู่
จากนั้นแม่ชีเชอฝ่าเหลียนก็เริ่มต้นบำเพ็ญต้าฝ่า
ปฏิบัติตัวตามข้อกำหนดในจ้วนฝ่าหลุนอย่างเคร่งครัด แม่ชีบอกว่า ตราบจนทุกวันนี้ เวลาที่นั่งสมาธิเห็นท่านอาจารย์
ก็จะเหมือนอย่างที่เห็นในเช้าวันนั้น
ท่านหนุ่มมากเหมือนวัยรุ่น
มือหนึ่งสอดไว้ในกระเป๋ากางเกง
หย่งกุย
บอกว่าจากนี้ไปจะต้องทำให้คนรู้จักต้าฝ่าให้มากที่สุดให้ได้