“พุทธธรรม”
(ฝอฝ่า)
เป็นสิ่งที่เลิศล้ำสุดยอด
เป็นวิชาที่เหนือวิทยาศาสตร์ ลึกล้ำมหัศจรรย์เกินกว่าบรรดาทฤษฎีทั้งหลายในโลก
หากจะเปิดสิ่งลึกล้ำนี้แก่มวลมนุษย์
ควรจะต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคติของปุถุชนเสียใหม่
หาไม่แล้วความจริงของจักรวาล
จะยังคงเป็นเทพนิยายของมนุษย์ตลอดไป
มนุษย์จะยังคงหลงวนเวียนอยู่ในกรอบที่ตนเองขีดขึ้นด้วยความเขลา
ถ้าเช่นนั้น
“พุทธธรรม”
(ฝอฝ่า) แท้จริงแล้วคืออะไร
คือศาสนาหรือ
คือปรัชญาหรือ
สิ่งเหล่านี้คือความเข้าใจของ
“ผู้ศึกษาศาสนาพุทธในยุคปัจจุบัน” พวกเขาเหล่านั้นเพียงแต่ศึกษาทฤษฎี
โดยนำเอา “พุทธธรรม” (ฝอฝ่า) มาวิเคราะห์ค้นคว้าดังเช่นสิ่งที่อยู่ในขอบข่ายของปรัชญา
แท้จริงแล้ว
“พุทธธรรม” (ฝอฝ่า) ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่บันทึกไว้ในคัมภีร์เท่านั้น
สิ่งที่บันทึกอยู่ในคัมภีร์เป็นเพียงหลักธรรมเบื้องต้นของ
“พุทธธรรม”
(ฝอฝ่า) เท่านั้น “พุทธธรรม”
(ฝอฝ่า) เป็นข้อไขปริศนาของความลี้ลับทั้งมวล
จากอนุภาค
โมเลกุลไปจนถึงจักรวาล
จากสรรพสิ่งที่เล็กที่สุดไปสู่สรรพสิ่งที่ใหญ่ที่สุด ไม่มีสิ่งใดไม่ครอบคลุม
ไม่มีสิ่งใดตกหล่น “พุทธธรรม”
(ฝอฝ่า) คือการบรรยายและวิเคราะห์คุณสมบัติพิเศษของจักรวาล “ความจริง
ความเมตตา
ความอดทน” (เจิน
ซั่น
เหยิ่น) ที่มีลักษณะแตกต่างกันตามระดับชั้นที่แตกต่างกัน ก็คือ
สิ่งที่สายเต๋าเรียกว่า
“เต๋า” สายพุทธเรียกว่า
“หลักธรรม” (ฝ่า)
วิทยาการของมนุษย์ในปัจจุบันแม้จะเจริญก้าวหน้าอย่างไร
ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในความลึกลับของจักรวาล
เมื่อเรากล่าวถึงปรากฏการณ์ที่เป็นรูปธรรมใน
“พุทธธรรม”
(ฝอฝ่า)
ก็จะมีคนพูดว่า
“ยุคนี้เป็นยุคของอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาศาสตร์ก็เจริญก้าวหน้ามาถึงขั้นนี้
ยานอวกาศก็บินไปถึงดาวดวงอื่นแล้ว ยังจะพูดถึงเรื่องงมงายแบบเก่าๆ
อีก” ถ้าจะพูดให้ชัด
ต่อให้สมองกลจะมีศักยภาพสูงเพียงไรก็ไม่อาจเปรียบได้กับสมองมนุษย์
แต่ในปัจจุบันสมองมนุษย์ยังคงเป็นปริศนาที่คนเรายังค้นคว้าและวิจัยไม่ทะลุปรุโปร่ง ยานอวกาศจะบินได้สูงเพียงใด
ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากมิติวัตถุที่มนุษย์อาศัยอยู่นี้ได้
ความรู้ของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน
สามารถเข้าใจได้เพียงสิ่งผิวเผินเล็กๆ
น้อยๆ เท่านั้น
ยังห่างไกลจากความจริงของจักรวาลอีกมากมายนัก
บางคนถึงกับไม่กล้าเผชิญกับความจริง ไม่กล้าสัมผัส
ไม่กล้ายอมรับปรากฏการณ์ความจริงที่ดำรงอยู่โดยภววิสัย เพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นมีความคิดแบบอนุรักษ์เกินไป
ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงความคิดจากทัศนคติที่สืบทอดกันมา สิ่งที่จะสามารถไขข้อปริศนาของจักรวาล
มิติอวกาศ
และร่างกายมนุษย์ได้
มีเพียง “พุทธธรรม”
(ฝอฝ่า) เท่านั้น
ซึ่งจะสามารถแยกแยะระหว่างความเมตตากับความชั่วร้าย ความดีกับความเลวได้อย่างแท้จริง
ขจัดความคิดเห็นที่ผิดพลาดเหลวไหลทั้งปวง
และให้ประจักษ์ในสิ่งที่ถูกต้อง
แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาและค้นคว้าของวิทยาศาสตร์ของมนุษยชาติในปัจจุบัน
ได้แต่จำกัดอยู่ในโลกของวัตถุเท่านั้น
ต่อเมื่อสิ่งของชนิดหนึ่งได้เป็นที่รู้จักแล้วจึงค่อยเริ่มดำเนินการค้นคว้าในสิ่งนั้น
มนุษย์เราจะเดินตามกันไปบนเส้นทางนี้
แต่ในมิติที่เราอาศัยอยู่กันนี้ยังมีสิ่งที่เราสัมผัสไม่ถึงและมองไม่เห็น
แต่คงอยู่โดยภววิสัย
และได้สะท้อนเป็นปรากฏการณ์มายังมิติอันเป็นวัตถุของเรานี้ ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด
แต่คนเรากลับไม่กล้าที่จะไปสัมผัส
โดยคิดว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่แน่ชัด
คนที่ถือทิฐิจะหาเหตุผลกล่าวหาว่าเป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติโดยไร้หลักฐาน คนที่มีเจตนาเป็นอย่างอื่นก็จะพูดเหมารวมอย่างขัดกับความรู้สึกของคนว่าเป็นเรื่องงมงายเหลวไหล
ผู้คนที่ไม่แสวงหาก็ใช้ข้ออ้างว่าวิทยาศาสตร์ไม่เจริญเพื่อหลีกเลี่ยง
ถ้าหากมนุษย์สามารถเริ่มต้นทำความรู้จักตัวเองกับจักรวาลอีกครั้ง
แก้ไขเปลี่ยนแปลงความคิดที่ยึดมั่นถือมั่นแล้วนั้น
มนุษย์ก็จะรุดไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว “พุทธธรรม”
(ฝอฝ่า) สามารถช่วยให้มนุษย์เข้าใจโลกอันหาขอบเขตที่สุดมิได้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง นับตั้งแต่อดีตกาลมา
สิ่งที่จะสามารถอธิบายการคงอยู่ของมนุษย์
วัตถุในแต่ละมิติ
ชีวิตและจักรวาลทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์มีเพียง
“พุทธธรรม”
(ฝอฝ่า) เท่านั้น
หลี่
หงจื้อ
1992.6.2
สารบัญ
ระดับชั้นที่ต่างกัน
มีหลักธรรมที่แตกต่างกัน
ความจริง
ความเมตตา
ความอดทน (เจิน
ซั่น เหยิ่น)
คือ มาตรฐานหนึ่งเดียวในการประเมินคนดีและคนเลว
พลังลมปราณ(ชี่กง) เป็นวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์
พลังลมปราณ(ชี่กง) คือ การบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
ฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)แล้ว
ทำไมไม่สัมฤทธิ์ผล
จุดเด่นของหลักธรรมใหญ่ฝ่าหลุนต้าฝ่า
ความสามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคต
ไม่อยู่ในธาตุทั้งห้า
หลุดพ้นตรีภูมิ
พลัง(กง)ของสายพุทธกับศาสนาพุทธ
การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมต้องแน่วแน่หนึ่งเดียว
ความสามารถพิเศษ(กงเหนิง)กับแรงพลัง(กงลี่)
การบำเพ็ญธรรมย้อนกลับและการยืมพลัง(กง)
ผู้ฝึกหลักธรรมใหญ่ฝ่าหลุนต้าฝ่าจะเผยแพร่พลัง(กง)อย่างไร
เสวียนกวานเซ่อเว่ย(
เสวียนกวานตั้งจุด
)
วิชาพลัง(กง) สายพิสดาร(ฉีเหมิน)
พลังลมปราณวิทยายุทธ์
(หวู่ซู่ชี่กง)
การรักษาโรคในโรงพยาบาลกับการรักษาโรคด้วยพลังลมปราณ(ชี่กง)
ใครฝึกพลัง(กง) ผู้นั้นได้พลัง(กง)
คนที่มีรากฐานยอดเยี่ยม
(ต้าเกินชี่)
ในขั้นตอนทั้งหมดของการถ่ายทอดเผยแพร่หลักธรรมและพลัง(กง) ข้าพเจ้ายึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้ฝึก
ผลที่ได้รับจึงดีและผลสะท้อนที่มีต่อสังคมก็ค่อนข้างดี
ก่อนหน้านี้มีอาจารย์ถ่ายทอดวิชาฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)หลายท่าน
สิ่งที่ท่านเหล่านั้นถ่ายทอดอยู่ในระดับรักษาโรคภัยไข้เจ็บเสริมสร้างสุขภาพ
แน่นอน มิได้หมายความว่าวิชาของอาจารย์ท่านอื่นๆ
ไม่ดี
แต่ข้าพเจ้าหมายถึงวิชาระดับสูง
ท่านเหล่านั้นไม่ได้ถ่ายทอดให้
สภาพการณ์ในแวดวงการถ่ายทอดฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)ของจีน
ข้าพเจ้าเข้าใจเป็นอย่างดี
ทุกวันนี้ไม่ว่าจะในประเทศจีนหรือต่างประเทศ
การถ่ายทอดวิชาพลัง(กง)ชั้นสูงที่แท้จริงก็มีข้าพเจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น
ทำไมจึงไม่มีท่านอื่นออกมาเผยแพร่
เพราะว่ามันเกี่ยวโยงถึงปัญหาที่ใหญ่มาก
เกี่ยวโยงถึงความเป็นมาของประวัติศาสตร์อันล้ำลึก
และเกี่ยวโยงกันเป็นวงกว้าง
ปัญหาที่เกี่ยวโยงนั้นก็ล่อแหลมมาก
ไม่ใช่เป็นสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะสามารถนำมาถ่ายทอดกันได้
เพราะว่ามันเกี่ยวโยงกระทบถึงวิชาพลัง(กง)ของสำนักต่างๆ
โดยเฉพาะพวกเรามีผู้ที่ฝึกฝนวิชาต่างๆ
มากมาย
วันนี้เขาเรียนรู้ฝึกพลัง(กง)แบบนี้
พรุ่งนี้ก็หันไปฝึกอีกแบบหนึ่ง
ทำให้ร่างกายของตนเกิดสับสนไปหมด
แน่นอนเขาย่อมบำเพ็ญไม่สำเร็จ
เปรียบเหมือนการเดินทางบนทางสายใหญ่ สายตรง แต่เขากลับเดินไปบนทางสายย่อย
เขาบำเพ็ญวิชานี้วิชานั้นรบกวน
บำเพ็ญวิชานั้นวิชานี้รบกวน
มีการรบกวนกันตลอดเวลา
เขาจึงบำเพ็ญไม่สำเร็จ
สิ่งต่างๆ
เหล่านี้เราต้องจัดการให้เหมาะสมถูกต้อง
สิ่งที่ดีก็เก็บรักษาไว้
ที่ไม่ดีก็ละทิ้งไป
หลังจากนี้ไปรับรองได้ว่า
ท่านจะสามารถบำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้
แต่ทั้งนี้ต้องเป็นคนที่มาฝึกหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)อย่างแท้จริง
หากท่านยังคงมีจิตใจยึดติดกับสิ่งอื่นๆ
อยากจะได้เพียงความสามารถพิเศษ(กงเหนิง) อยากจะมารักษาโรคภัยไข้เจ็บ อยากจะมาฟังทฤษฎีหรือแม้กระทั่งมีจุดประสงค์ที่ไม่ดี
คนเหล่านี้ล้วนไม่เหมาะที่จะมาศึกษาฝึกฝน
เพราะว่าข้าพเจ้าได้บอกแล้วว่า
วิชานี้มีเพียงข้าพเจ้าถ่ายทอดอยู่คนเดียว
เรื่องอย่างนี้โอกาสมีไม่มาก ข้าพเจ้าเองก็คงจะไม่เผยแพร่วิชาอยู่อย่างนี้ตลอดไป
ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า
ท่านทั้งหลายที่ได้มารับฟังการถ่ายทอดหลักธรรมและพลัง(กง)โดยตรงจากข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าคิดว่าจริงๆ
แล้ว…… ในวันข้างหน้าท่านก็จะเข้าใจดีว่า
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาอันน่าปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง
แน่นอนหากเราจะกล่าวถึงบุญวาสนาแล้ว พวกเราที่นั่งอยู่
ณ
ที่นี้ล้วนมีบุญวาสนาทั้งสิ้น
การเผยแพร่ถ่ายทอดพลัง(กง)ในระดับสูง พวกเราลองคิดดูปัญหาคืออะไร
นั่นก็คือการช่วยเหลือคนให้หลุดพ้นมิใช่หรือ
การช่วยเหลือคนให้หลุดพ้น
ท่านต้องบำเพ็ญปฏิบัติอย่างจริงจัง
ไม่เป็นเพียงแต่การขจัดโรคภัยไข้เจ็บเสริมสุขภาพ
การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง
ข้อกำหนดเกี่ยวกับจิต(ซินซิ่ง)ของผู้ฝึกจะต้องสูง พวกเราที่นั่งอยู่
ณ
ที่นี้คือผู้ที่ต้องการมาศึกษาหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า) เพราะฉะนั้นขอให้ท่านจงปฏิบัติตนเสมือนผู้ฝึกพลัง(กง)อย่างแท้จริง
ท่านที่นั่งอยู่
ณ ที่นี้ท่านจะต้องละทิ้งจิตยึดติด
หากท่านมาฝึกพลัง(กง)ศึกษาหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า) โดยมีเป้าหมายยึดติดใฝ่หาสิ่งต่างๆ
แล้ว
ท่านก็จะไม่ได้อะไรเลย
ข้าพเจ้าขอบอกถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง
ขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติของคนนั้นก็คือ
ต้องสลัดจิตยึดติดให้หมดสิ้นไปอย่างต่อเนื่อง
คนเราอยู่ในสังคมมนุษย์ ย่อมมีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น หลอกต้มกันและกัน
เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเล็กๆ
น้อยๆ
จนถึงกับต้องทำร้ายผู้อื่น
จิตใจเหล่านี้ต้องปล่อยวาง
โดยเฉพาะพวกเราซึ่งฝึกพลัง(กง) จิตใจเหล่านี้ยิ่งต้องปล่อยวาง
ข้าพเจ้าจะไม่พูดถึงการรักษาโรคและพวกเราก็ไม่รับรักษาโรค
แต่บุคคลที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง
หากท่านยังคงมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน
ท่านไม่อาจบำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้สำเร็จ
ข้าพเจ้าต้องทำการชำระร่างกายของท่าน การชำระร่างกายจะทำให้เฉพาะผู้ที่มาใฝ่หาฝึกพลัง(กง)จริงๆ
หรือผู้ที่มาใฝ่หาหลักธรรม
เราขอเน้นจุดหนึ่ง
หากท่านไม่สามารถปล่อยวางในสิ่งต่างๆ
เหล่านี้
ท่านยังพะวงอยู่กับโรคภัยไข้เจ็บที่มีอยู่ เราจะไม่สามารถทำอะไรเลย
ไม่อาจช่วยอะไรท่านได้เลย
เพราะอะไร เพราะว่าในจักรวาลของเรามีกฎอยู่ข้อหนึ่ง
เรื่องของคนธรรมดาสามัญ กล่าวในแง่ของสายพุทธ
ล้วนมีเหตุเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
มีการเกิดแก่เจ็บตาย
เป็นมนุษย์ก็จะอยู่ในสภาพเช่นนี้
เนื่องจากผู้ที่ทำความชั่วไว้แต่กาลก่อน
ก่อเกิดเป็นกรรมจึงทำให้มีโรคภัยไข้เจ็บหรือทุกข์ภัย
นั่นก็คือการชดใช้กรรมที่สร้างมา
เพราะฉะนั้นไม่มีใครสามารถไปเปลี่ยนแปลงมันได้ง่ายๆ
หากเปลี่ยนแปลงแล้วก็เท่ากับว่าหนี้กรรมที่ติดค้างไม่ต้องคืน
ขณะเดียวกัน
ก็ไม่สามารถที่จะไปทำตามอำเภอใจ
มิฉะนั้นเท่ากับเป็นการสร้างความชั่ว
บางคนคิดว่าการช่วยรักษาโรค ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บให้ผู้อื่นเป็นการทำความดี
แต่ในสายตาของข้าพเจ้า
ล้วนมิได้รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้หายขาดจริงๆ
เพียงแต่เคลื่อนย้ายโรคภัยไข้เจ็บไม่ให้ปรากฏขึ้นมา
หรือเปลี่ยนไปในอีกรูปแบบหนึ่ง
ไม่ได้ขจัดโรคภัยไข้เจ็บออกไป
การที่จะขจัดไปได้จริงๆ
ก็ต้องลบล้างกรรม
หากสามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาด
และลบล้างกรรมได้หมดสิ้น
ผู้ที่สามารถบรรลุถึงจุดนี้ได้ต้องเป็นบุคคลที่มีระดับไม่ต่ำเลย
เขาจะมองเห็นกฎข้อหนึ่ง นั่นก็คือ
กฎของคนธรรมดาสามัญเป็นสิ่งที่ทำลายกันง่ายๆ
ไม่ได้
ในขั้นตอนการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมมักจะทำความดีด้วยจิตเมตตา
ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ผู้อื่น
ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้
แต่ก็ไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้
หากสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บของคนธรรมดาสามัญให้หายขาดได้จริงๆ
ผู้ที่ไม่บำเพ็ญปฏิบัติธรรมเมื่อเดินออกจากที่นี่โดยหายขาดจากโรคภัยไข้เจ็บ
แต่ยังคงทำตัวเป็นคนธรรมดาสามัญ ยังคงไม่สามารถสลัดความโลภ การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นของคนธรรมดาสามัญ
จะลบล้างกรรมให้เขาตามใจนึกอย่างง่ายๆ
ได้อย่างไร
นี่เป็นสิ่งที่จะยินยอมให้ไม่ได้เด็ดขาด
แล้วทำไมจึงทำให้กับผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้เล่า
เพราะว่าผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมเป็นบุคคลที่มีคุณค่าที่สุด
เขาต้องการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
เพราะฉะนั้นประกายความคิดนี้ จึงเป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งนัก
ในพุทธศาสนากล่าวถึงจิตพุทธ
หากจิตพุทธปรากฏออกมา
ผู้บรรลุธรรมก็จะสามารถช่วยเขาได้
ในที่นี้หมายถึงอะไร
หากจะให้ข้าพเจ้าอธิบาย
เพราะข้าพเจ้ากำลังเผยแพร่พลัง(กง)ในระดับชั้นสูง
ซึ่งเกี่ยวโยงถึงกฎในระดับสูง
เกี่ยวโยงถึงปัญหาที่ใหญ่มาก
ในจักรวาลเรานี้ เรามองชีวิตของมนุษย์
มิใช่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์
จุดกำเนิดชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์
เกิดขึ้นท่ามกลางจักรวาล
เพราะว่าในจักรวาลนี้มีสสารต่างๆ
มากมายที่สามารถก่อกำเนิดชีวิต
สสารเหล่านี้มีการเคลื่อนไหวไปมาจนก่อกำเนิดเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้น
นั่นก็คือ
จุดกำเนิดชีวิตของมนุษย์มาจากจักรวาล
มิติจักรวาลโดยแท้จริงแล้วเป็นสิ่งดีงาม
มีคุณสมบัติพิเศษ ความจริง
ความเมตตา
และความอดทน(เจิน ซั่น
เหยิ่น) คนเราเกิดมาก็มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับจักรวาล
แต่เมื่อชีวิตกำเนิดขึ้นมามากๆ
ก็ได้รวมตัวเป็นหมู่คณะสัมพันธ์กันอยู่ในสังคม
ในสังคมมนุษย์บางคนเกิดมีความเห็นแก่ตัวขึ้น จึงค่อยๆ
ตกจากระดับชั้นของพวกเขา เมื่อทำตัวเลวลงอีกก็ตกลงมาอีก
ตกต่ำลงมาทีละชั้น
จนท้ายสุดลงมาอยู่ในระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญ
สังคมมนุษย์ล้วนอยู่ในระดับชั้นเดียวกัน
เมื่อตกต่ำลงมาถึงชั้นนี้แล้ว
มองในแง่ของความสามารถพิเศษ
หรือมองในแง่ของผู้บรรลุธรรมชั้นสูงแล้ว
ชีวิตเหล่านี้สมควรที่จะทำลายทิ้งไป
แต่ด้วยเมตตาธรรม
ผู้บรรลุธรรมทั้งหลายจึงให้โอกาสพวกเขาอีกครั้ง
ก่อกำเนิดเป็นสภาพแวดล้อมที่พิเศษ
และมิติที่พิเศษนี้ ชีวิตที่ก่อกำเนิดในมิตินี้จะแตกต่างจากชีวิตที่อยู่ในมิติอื่นๆ
ของจักรวาล
ชีวิตที่อยู่ในมิตินี้จะมองไม่เห็นชีวิตในมิติอื่น
มองไม่เห็นความจริงของจักรวาล เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้เท่ากับได้ตกอยู่ในวังวน
การคิดจะหายจากโรคภัยไข้เจ็บ หลุดพ้นความทุกข์
ชำระกรรม คนเหล่านี้ก็ต้องหันหน้าไปบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
กลับไปสู่สภาพเดิมที่แท้จริง
การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในแขนงต่างๆ
ล้วนเป็นไปในแนวเดียวกัน
คนต้องกลับสู่สภาพเดิมที่แท้จริง
จึงจะเป็นจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของคน เพราะฉะนั้นเมื่อคนๆ
นี้มีความคิดที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมแล้ว
ก็หมายความว่าบุคคลนี้มีจิตพุทธปรากฏออกมา ความคิดที่ก่อเกิดขึ้นนี้จึงล้ำค่ายิ่งนัก เพราะว่าเขาผู้นี้มีความคิดที่จะกลับไปสู่สภาพเดิมที่แท้จริง
ต้องการจะกระโดดออกจากระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญ
พวกเราอาจจะเคยได้ยินได้ฟังคำพูดที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาที่ว่า
จิตพุทธส่องรัศมีเมื่อใด
กระเทือนไปทั่วทศทิศ
ใครพบเห็นก็จะช่วยเขา
ช่วยเหลือเขาโดยไม่มีเงื่อนไข
สายพุทธช่วยคนโดยไม่มีเงื่อนไข
ไม่มีสิ่งตอบแทน สามารถช่วยเขาโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ
เพราะฉะนั้นเราสามารถช่วยผู้ฝึกทำอะไรต่ออะไรได้มากมาย
การเป็นคนธรรมดาสามัญ
ต้องการเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ คิดจะให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นไปไม่ได้
บางคนคิดว่า
ขอให้ฉันหายป่วยก่อน ฉันจึงจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมต้องไม่มีเงื่อนไขใดๆ
คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
ก็ควรลงมือบำเพ็ญปฏิบัติ
แต่การที่ร่างกายยังมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน บางคนสื่อสัญญาณ(ซิ่นซี)ในร่างกายยุ่งเหยิง
บางคนไม่เคยฝึกพลัง(กง)มาเลย
บางคนฝึกพลัง(กง)มาหลายสิบปี
ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในระดับลมปราณ(ชี่) ไม่สามารถที่จะบำเพ็ญคืบหน้าไปได้
จะทำอย่างไรดี
เราจะต้องชำระร่างกายของเขา
ให้เขาสามารถบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปสู่ระดับชั้นสูงยิ่งขึ้น
การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในชั้นพื้นฐาน
มีขั้นตอนที่จะต้องชำระร่างกายของท่านให้สะอาดหมดจด
สิ่งที่ไม่ดีไม่งามในความคิดทั้งหมด
สนามของกรรมรอบๆ
ร่างกายและมูลเหตุที่ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง
จะต้องถูกชำระออกไปให้หมด
หากไม่ชำระสะสาง
การนำเอาสภาพร่างกายที่ขุ่นหมองดำมืดและความคิดที่สกปรก
จะบรรลุระดับชั้นสูงในการบำเพ็ญปฏิบัติได้อย่างไร
ในที่นี้เราไม่ฝึกลมปราณ(ชี่) สิ่งที่อยู่ในระดับพื้นฐานเหล่านี้ไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปฝึกกัน
เราจะผลักท่านขึ้นไปสู่สภาพร่างกายที่ไร้โรคภัยไข้เจ็บรบกวน ขณะเดียวกัน
เราจะใส่สิ่งต่างๆ
ที่สำเร็จรูปสำหรับวางรากฐานในระดับพื้นฐานแก่ท่าน เมื่อเป็นเช่นนี้
พวกเราก็จะฝึกพลัง(กง)ในระดับสูงได้เลย
พูดตามหลักการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมทั่วๆ
ไป พลังลมปราณ(ชี่กง)หากจะแบ่ง
สามารถแบ่งเป็น
3 ระดับชั้น
แต่การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมที่แท้จริง
(ไม่นับการฝึกลมปราณ)
แบ่งเป็น
2 ระดับใหญ่
ระดับแรก เป็นการบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมในภพ
อีกระดับหนึ่งเป็นการบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมนอกภพ
อันว่าหลักธรรมในภพกับหลักธรรมนอกภพ
ต่างจากนอกภพ
ในภพ ของทางวัด
นั่นคือสิ่งที่เป็นทฤษฎีของเราคือการบำเพ็ญปฏิบัติร่างกายคนจนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
เป็นการเปลี่ยนแปลงในสองระดับชั้นใหญ่
เพราะว่าในขั้นตอนการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในภพ
ร่างกายของคนเรามีการชำระอยู่ตลอดเวลา ชำระอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเราดำเนินไปจนถึงรูปแบบของหลักธรรมสูงสุดในภพ
ร่างกายจะถูกทดแทนด้วยสสารพลังงานสูง
ส่วนการบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมนอกภพ โดยหลักก็คือการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในร่างพระพุทธ
ร่างกายที่ประกอบขึ้นจากสสารพลังงานสูง
จะบังเกิดความสามารถพิเศษขึ้นมาใหม่
เราหมายถึงระดับชั้นใหญ่
2 ชั้นนี้
เมื่อพูดถึงบุญวาสนา
พวกเราที่นั่งอยู่
ณ ที่นี้
ข้าพเจ้าสามารถทำสิ่งนี้ให้พวกท่านได้ ขณะนี้ไม่ว่าจะมีสองพันกว่าคน หลายพันคนหรือมากกว่านั้น
เป็นหมื่นคน
ข้าพเจ้าก็สามารถทำได้
นั่นก็คือไม่จำเป็นต้องให้ท่านฝึกในระดับพื้นฐาน
หลังจากชำระร่างกายให้ท่านแล้ว
ก็จะผลักดันให้ท่านเดินไปข้างหน้า
แล้วข้าพเจ้าจะใส่ระบบที่สมบูรณ์แบบสำหรับการบำเพ็ญปฏิบัติแก่ท่าน
ท่านก็จะสามารถบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในระดับสูงต่อไปทันที
แต่จะทำให้กับผู้ที่ตั้งใจจะมาบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจริงเท่านั้น
มิได้หมายความว่าท่านนั่งอยู่
ณ ที่นี้
ท่านก็คือผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม
แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดอย่างแท้จริง
เราก็จะสามารถให้ได้
ไม่เฉพาะแต่สิ่งเหล่านี้
ต่อไปพวกท่านก็จะเข้าใจ
ว่าข้าพเจ้าได้ให้อะไรท่านบ้าง
ณ
ที่นี้เราจะไม่พูดถึงการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
แต่เราจะพูดถึงการปรับร่างกายของท่านผู้ฝึกทั้งหมด
ให้ท่านสามารถฝึกพลัง(กง) ท่านนำร่างกายที่มีโรคภัยไข้เจ็บมา
ท่านก็ไม่มีทางฝึกให้เกิดพลัง(กง)ได้สำเร็จ
เพราะฉะนั้นท่านก็อย่าได้ขอให้ข้าพเจ้าช่วยรักษาโรค
ข้าพเจ้าไม่ทำในสิ่งเหล่านี้
วัตถุประสงค์ที่ข้าพเจ้าออกมา
ก็เพื่อที่จะช่วยนำพาคนไปสู่ระดับชั้นสูง
นำพาคนไปสู่ระดับชั้นสูงอย่างแท้จริง
ที่ผ่านมาอาจารย์ที่สอนวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ทั้งหลาย
มักแบ่งวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)เป็นชั้นต้น
ชั้นกลางและชั้นสูง
สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงลมปราณ(ชี่) ซึ่งอยู่ในระดับชั้นการฝึกลมปราณ(ชี่)เท่านั้น
แล้วยังมาแบ่งเป็น
ชั้นต้น ชั้นกลาง
ชั้นสูง สิ่งซึ่งเป็นวิชาในระดับชั้นสูงจริงๆ
ในสมองของผู้ฝึกวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ทั้งหลายก็คือความว่างเปล่า ไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่เราจะอธิบายต่อไปนี้
ล้วนแล้วแต่เป็นหลักธรรมในระดับสูง
นอกจากนี้
ข้าพเจ้าจะขอเปลี่ยนทัศนะ
ความเข้าใจผิดๆ
ของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
ในการถ่ายทอดวิชาของข้าพเจ้า จะมีการกล่าวถึงสภาพการณ์ที่ไม่ดีบางอย่างในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมว่า
เราจะปฏิบัติอย่างไรต่อสิ่งที่ปรากฏออกมาเหล่านี้
ข้าพเจ้าก็จะอธิบายให้หมด
นอกจากนี้ในการถ่ายทอดพลัง(กง)และหลักธรรมชั้นสูงนั้น
สิ่งที่เกี่ยวโยงและปัญหาที่พบจะค่อนข้างกว้าง
บางสิ่งค่อนข้างล่อแหลม
สิ่งต่างๆ
เหล่านี้ข้าพเจ้าก็จะชี้ให้เห็น
บางอย่างมาจากมิติอื่นซึ่งรบกวนต่อสังคมมนุษย์ของเรา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
รบกวนต่อวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
ข้าพเจ้าก็จะชี้ให้เห็นและช่วยผู้ฝึกแก้ไขให้ลุล่วงไป
ปัญหาเหล่านี้ถ้าไม่แก้ไขให้ลุล่วงไป
ท่านก็ไม่อาจที่จะฝึกพลัง(กง) ต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้จากมูลฐาน
เราต้องถือว่าทุกท่านเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมจริง
จึงจะทำเช่นนี้ได้
แน่นอนการเปลี่ยนแปลงความคิดของท่านอย่างฉับพลัน
เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย
จากการฟังการบรรยายธรรมต่อจากนี้ไป ท่านจะค่อยๆ
เปลี่ยนความคิดของท่าน
หวังว่าทุกท่านจะสนใจฟัง ข้าพเจ้าถ่ายทอดพลัง(กง)ต่างจากผู้อื่น
บางท่านถ่ายทอดพลัง(กง) เพียงอธิบายหลักสูตรของเขาอย่างย่อๆ
จากนั้นก็มีการรับสื่อสัญญาณ(ซิ่นซี) สอนท่าฝึกหนึ่งชุดก็เป็นอันจบหลักสูตร
พวกเราก็เคยชินกับการถ่ายทอดพลัง(กง)เช่นนี้
การถ่ายทอดพลัง(กง)จริงๆ
ต้องมีการบรรยายหลักธรรมไปด้วย ในการบรรยายหลักธรรมสิบบทนี้ ข้าพเจ้าจะอธิบายหลักธรรมในระดับชั้นสูงให้กับพวกท่าน
ท่านจึงจะสามารถบำเพ็ญปฏิบัติได้
มิฉะนั้นก็ไม่มีทางที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
สิ่งที่อาจารย์ท่านอื่นๆ
ถ่ายทอด
ส่วนใหญ่เป็นวิชาระดับการขจัดโรคภัยไข้เจ็บเสริมสร้างสุขภาพ
หากท่านต้องการที่จะบำเพ็ญปฏิบัติไปสู่ระดับชั้นสูง
โดยที่ท่านไม่มีหลักธรรมในระดับชั้นสูงคอยชี้นำ
ท่านก็ไม่อาจบำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้
เช่นเดียวกับการที่ท่านศึกษาเล่าเรียน
ท่านนำแบบเรียนชั้นประถมไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัย
ท่านก็ยังคงเป็นนักเรียนชั้นประถมอยู่ดีนั่นเอง
บางท่านคิดว่าได้เรียนรู้วิชาพลัง(กง)ต่างๆ
มาแล้ว
ได้ฝึกพลัง(กง)แบบต่างๆ
ได้รับประกาศนียบัตรมามากมายก่ายกอง
แต่พลัง(กง)ของเขาก็ไม่อาจขึ้นสู่ระดับชั้นสูง
เขาเข้าใจว่านี่คือสุดยอดและทั้งหมดของพลังลมปราณ(ชี่กง) แต่ไม่ใช่
นั่นเป็นเพียงสิ่งผิวเผินของวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง) และจัดเป็นของระดับขั้นพื้นฐาน
พลังลมปราณ(ชี่กง)มิได้มีเพียงเท่านี้
มันคือการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
เป็นวิชาที่กว้างและลึก
นอกจากนี้ในระดับต่างกัน
ก็มีหลักธรรมที่แตกต่างกัน
เพราะไม่เหมือนกับการฝึกลมปราณ(ชี่)ที่เรารู้จัก
ต่อให้ท่านฝึกมามากมายอย่างไรก็ยังคงเหมือนเดิม ตัวอย่างเช่น
ท่านเรียนแบบเรียนชั้นประถมของอังกฤษแล้ว
แบบเรียนชั้นประถมของสหรัฐอเมริกาแล้ว
แบบเรียนชั้นประถมของญี่ปุ่นแล้ว
แบบเรียนชั้นประถมของจีนท่านก็เรียนแล้ว
แต่ท่านก็ยังเป็นนักเรียนชั้นประถมอยู่ดี
ท่านเรียนวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ระดับเบื้องต้นยิ่งมาก
กรอกเข้าไปจนเต็ม
กลับเป็นผลเสียแก่ตัวท่าน
ในตัวท่านจะยุ่งเหยิงไปหมด
ข้าพเจ้ายังจะขอย้ำในอีกปัญหาหนึ่ง
เราบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
ต้องมีการถ่ายทอดฝึกพลัง(กง)และบรรยายธรรมด้วย
พระสงฆ์ในวัดบางแห่ง
โดยเฉพาะนิกายฉันจง
อาจมีความคิดอีกรูปแบบหนึ่ง
คือเมื่อทราบว่าจะบรรยายธรรม เขาก็จะไม่รับฟัง
เพราะเหตุใด นิกายฉันจงถือว่า
หลักธรรมนี้จะมาอธิบายกันไม่ได้
เมื่ออธิบายแล้วก็ไม่ใช่หลักธรรม
ไม่มีหลักธรรมที่จะอธิบายได้
ต้องรับรู้ด้วยจิตและความเข้าใจของตัวเอง เพราะฉะนั้นนิกายฉันจงจนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่มีการพูดถึงหลักธรรม ตั๊กม้อแห่งนิกายฉันจง
เผยแพร่หลักธรรมนี้โดยอาศัยคำพูดขององค์ศากยมุนีที่ตรัสไว้ว่า
พระธรรมไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน
ท่านได้ยึดคำตรัสขององค์ศากยมุนีก่อตั้งนิกายฉันจงขึ้นมา
เราขอบอกว่านิกายนี้ก็คือมุ่งเจาะสู่ทางตัน(มุดเขาวัว)
ทำไมถึงเรียกว่ามุ่งเจาะสู่ทางตัน(มุดเขาวัว)
ตั๊กม้อเจาะลึกในทางสายนี้ แรกเริ่มทีเดียวท่านยังคงรู้สึกว่าหนทางกว้างใหญ่มาก
พอมาถึงประมุขรุ่นสอง
หนทางมันก็เริ่มคับแคบลง
ประมุขรุ่นที่สามยังพอไปได้
แต่พอมาถึงรุ่นที่สี่ก็ชักจะแคบมาก
รุ่นห้าก็ไม่มีหนทางที่จะขยับเขยื้อนอีกเลย
จนถึงประมุขรุ่นหกฮุ่ยเหนิง
ก็ถึงจุดปลายสุดแล้ว ไม่สามารถเจาะต่อได้อีก
ทุกวันนี้หากท่านไปศึกษานิกายฉันจง
ท่านมีปัญหาอะไรที่อยากถาม ขออย่าได้ถาม
เมื่อถามไปก็จะโดนไม้ตีหัวคือ
“ไม้ตักเตือน” ความหมายก็คือท่านอย่าได้ถาม
จะต้องไปศึกษารู้แจ้ง(อู้)เอาเอง
ท่านอาจพูดว่า
ผมไม่รู้อะไรจึงได้มาศึกษา จะรู้แจ้ง(อู้)ได้อย่างไร
แล้วท่านกลับใช้ไม้ตีหัว
นี่ก็คือได้มุ่งเจาะสู่ทางตัน(มุดเขาวัว)แล้ว
ไม่มีอะไรจะอธิบายอีก
ตั๊กม้อท่านเองก็พูดไว้ว่า ท่านถ่ายทอดวิชาได้เพียง
6 รุ่น
หลังจากนั้นก็ไม่สามารถถ่ายทอดต่อไปได้อีก
เวลาผ่านพ้นไปหลายร้อยปี
จนบัดนี้ก็ยังคงมีผู้ที่ยึดหลักของนิกายฉันจงไว้อย่างเหนียวแน่น
องค์ศากยมุนีพระองค์ตรัสว่า “พระธรรมไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน”
ความหมายที่แท้จริงคืออะไร องค์ศากยมุนีอยู่ในระดับชั้นพระยูไล
พระภิกษุรุ่นหลังๆ
ล้วนมิได้รู้แจ้ง(อู้)ถึงระดับชั้นขององค์ศากยมุนี ระดับความนึกคิด
สภาพจิตของพระองค์
และความหมายที่แท้จริงในหลักธรรมของพระองค์นั้นคืออะไร
ตลอดจนสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งสอนว่ามีความหมายจริงๆ
อย่างไร เพราะฉะนั้นคนในรุ่นหลังๆ
จะมีคำอธิบาย
แบบนั้น
แบบนี้
อธิบายกันวุ่นวายไปหมด
โดยมาลงความเห็นว่าพระธรรมไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน
ก็คือท่านพูดไม่ได้
พูดออกมาก็ไม่ใช่พระธรรม
ซึ่งความจริงแล้วมิได้มีความหมายเช่นนี้
หลังจากองค์ศากยมุนีทรงตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์แล้ว
มิใช่ว่าพระองค์จะบรรลุระดับชั้นของพระยูไลในทันที
ตลอดเวลา 49 ปีที่พระองค์ทรงเผยแพร่หลักธรรม
ก็ทรงยกระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทุกครั้งที่พระองค์ยกระดับขึ้นไปอีกระดับชั้นหนึ่ง
หันกลับไปดูหลักธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้ก็แตกต่างไป
เมื่อพระองค์ได้ยกระดับสูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง
พระองค์ก็พบว่าหลักธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้ก็แตกต่างไปอีก ตลอด 49 ปี
พระองค์ทรงยกระดับสูงขึ้นตลอดเวลา
ทุกครั้งที่พระองค์ทรงยกระดับชั้นสูงขึ้นหนึ่งชั้น
ทรงพบว่าหลักธรรมที่ได้สั่งสอนไว้นั้นยังอยู่ในระดับพื้นฐาน
พระองค์ทรงพบว่าหลักธรรมในแต่ละระดับชั้น
ก็จะเป็นปรากฏการณ์ของหลักธรรมในชั้นนั้นๆ
แต่ละระดับชั้นล้วนมีหลักธรรม แต่มิใช่สัจธรรมที่แท้จริงในจักรวาล
และหลักธรรมในระดับยิ่งสูง
ยิ่งใกล้เคียงกับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลมากกว่าหลักธรรมในระดับชั้นรองๆ
ลงมา
เพราะฉะนั้นพระองค์จึงได้ตรัสว่า
พระธรรมไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน
สุดท้ายองค์ศากยมุนียังตรัสไว้ว่า
ตลอดชีวิตของพระองค์ไม่ได้ทรงสอนหลักธรรมอะไรเลย
นิกายฉันจงก็เข้าใจว่าหลักธรรมเป็นสิ่งที่พูดไม่ได้
บั้นปลายชีวิตขององค์ศากยมุนี
พระองค์ทรงบรรลุถึงระดับชั้นของพระยูไลแล้ว
ทำไมพระองค์ตรัสว่า
พระองค์ไม่ได้สั่งสอนหลักธรรมอะไรเลย
แท้ที่จริง
พระองค์ได้ตรัสถึงปัญหาอะไรหรือ
พระองค์ตรัสว่า พระองค์ได้บรรลุถึงระดับชั้นของพระยูไลแล้ว
พระองค์ก็ยังมองไม่เห็นสัจธรรมสูงสุด
และหลักธรรมสูงสุดของจักรวาลว่าคืออะไร
เพราะฉะนั้น
พระองค์จึงขอให้ชนรุ่นหลัง อย่าได้ถือเอาคำสอนของพระองค์เป็นสัจธรรมที่แท้จริง
เป็นสัจธรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลง
มิฉะนั้นจะเป็นการจำกัดให้ผู้แสวงธรรมอยู่แค่ชั้นของพระยูไลหรือต่ำกว่า
ไม่สามารถบรรลุในชั้นที่สูงขึ้นไปอีก
ผู้คนในภายหลังไม่เข้าใจต่อความหมายที่แท้จริงในคำสอนขององค์ศากยมุนี
คิดว่าหลักธรรมพูดออกมาแล้วก็ไม่ใช่หลักธรรม
เข้าใจกันเช่นนี้
ความจริงองค์ศากยมุนีท่านตรัสไว้ว่า
หลักธรรมแตกต่างกันในแต่ละระดับชั้น
หลักธรรมในแต่ละระดับชั้นไม่ใช่สัจธรรมของจักรวาล
หลักธรรมในแต่ละระดับชั้นเป็นเครื่องชี้นำของแต่ละระดับชั้น แท้จริงแล้วพระองค์ตรัสถึงหลักธรรมเช่นนี้
ในอดีต
มีผู้แสวงธรรมมากต่อมาก
โดยเฉพาะในนิกายฉันจง จะเบี่ยงเบนและมีความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนมาตลอด ไม่มีการสอนชี้นำท่านแล้ว
จะให้ท่านฝึกอย่างไร
บำเพ็ญอย่างไร
ในพุทธศาสนามีนิทานมากมาย
บางคนอาจเคยอ่านมาแล้ว ในนิทานเล่าว่า
เมื่อขึ้นไปอยู่บนสวรรค์แล้ว
พบว่าแม้กระทั่งพระไตรปิฎก(จินกังจิง)บนสวรรค์
ยังแตกต่างจากพระไตรปิฎก(จินกังจิง)บนภพมนุษย์
ความหมายต่างกัน
ตัวอักษรก็ต่างกัน
ทำไมพระไตรปิฎก(จินกังจิง)บนสวรรค์กับข้างล่างจึงแตกต่างกัน
บางคนก็พูดว่า
คัมภีร์ในแดนสุขาวดี(จี๋เล่อซื่อเจี้ย)เป็นคนละเรื่องกับของข้างล่าง แท้จริงแล้วไม่เหมือนกันแม้แต่น้อย
ไม่เพียงตัวอักษรแตกต่างกัน
ความหมายก็ไม่เหมือนกัน
มีการเปลี่ยนแปลงไป
ความจริงแล้วก็คือหลักธรรมอันเดียวกัน
เพียงแต่ระดับชั้นต่างกัน จึงปรากฏรูปแบบให้เห็นในลักษณะที่แตกต่างกัน
ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้นำให้เกิดผลที่แตกต่างกันสำหรับผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมในแต่ละระดับชั้น
ทุกท่านคงทราบกันดีว่า
ในพุทธศาสนามีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “ท่องแดนสุขาวดี(จี๋เล่อซื่อเจี้ย)ตะวันตก” กล่าวถึงพระภิกษุรูปหนึ่งนั่งวิปัสสนากรรมฐาน
จิตหลัก(เหวียนเสิน)ออกจากร่างไป
เห็นแดนสุขาวดี(จี๋เล่อซื่อเจี้ย)เป็นเวลา 1 วัน
เมื่อตื่นขึ้นมาเวลาบนโลกมนุษย์ได้ผ่านพ้นไป
6 ปี
เขาได้เห็นอะไรหรือไม่ เขาได้เห็นแล้ว
แต่สิ่งที่เขาพบเห็น
มิใช่ความเป็นจริง
เพราะเหตุใด
เพราะระดับชั้นของเขายังไม่สูงพอ
สิ่งที่เห็นเป็นเพียงปรากฏการณ์ของพุทธธรรมในระดับชั้นที่เขาควรจะเห็น เนื่องจากแดนสุขาวดีที่เขาได้เห็นนั้น
ก็คือปรากฏการณ์ที่ประกอบขึ้นจากหลักธรรม
เพราะฉะนั้นเขาจึงยังไม่สามารถเห็นความเป็นจริง พระธรรมไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนที่ข้าพเจ้าพูดถึงก็คือความหมายนี้
ในพุทธศาสนา
มนุษย์ค้นหาว่าอะไรคือพุทธธรรมมาโดยตลอด
บางท่านคิดว่า
หลักธรรมที่บรรยายกันในพุทธศาสนานั้นก็คือพุทธธรรมทั้งหมด ความจริงแล้วไม่ใช่
หลักธรรมที่องค์ศากยมุนีทรงสั่งสอนเป็นเพียงหลักธรรมเหมาะสำหรับคนในยุคเมื่อ
2,500 ปีก่อน
ซึ่งเป็นคนในระดับชั้นที่อยู่ในขั้นพื้นฐานมากทีเดียว เป็นมนุษย์ที่เพิ่งวิวัฒนาการจากสังคมดึกดำบรรพ์ที่มีความนึกคิดแบบเรียบง่าย
พระองค์ตรัสว่า
ในยุคธรรมะปลาย
ก็คือวันนี้
คนเราจะไม่สามารถใช้หลักธรรมนั้นบำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้แล้ว
ในยุคธรรมะปลายพระภิกษุสงฆ์ยังยากที่จะบรรลุ
แล้วจะช่วยคนให้บรรลุธรรมได้อย่างไร
องค์ศากยมุนีทรงสั่งสอนหลักธรรมตามสภาพแวดล้อมในสมัยนั้น
และไม่ได้ทรงถ่ายทอดพุทธธรรมทั้งหมดในระดับชั้นของพระองค์
การที่จะดำรงไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลงตลอดไปย่อมเป็นไปไม่ได้
สังคมมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงมาตลอด
ความคิดของมนุษย์เรานับวันก็ยิ่งซับซ้อน
ทำให้ยากที่จะบำเพ็ญตามคำสั่งสอนเช่นนั้นต่อไป
หลักธรรมในพุทธศาสนา
มิใช่ทั้งหมดของพุทธธรรม
หากเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
ยังมีหลักธรรมใหญ่ของสายพุทธต่างๆ
ที่ยังคงเผยแพร่กันในหมู่คน
ถ่ายทอดเดี่ยวให้แก่ลูกศิษย์มาตั้งแต่อดีต
ระดับชั้นที่ต่างกันมีหลักธรรมที่ต่างกัน
มิติที่ต่างกันมีหลักธรรมที่แตกต่างกัน
นี่ล้วนเป็นปรากฏการณ์ที่แตกต่างกันของพุทธธรรมในแต่ละมิติและแต่ละระดับชั้น องค์ศากยมุนีทรงตรัสไว้ว่าการบำเพ็ญมีแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์
ในส่วนของพุทธศาสนา
มีนิกายฉันจง จิ้งถู่
เทียนไถ
หัวเอี๋ยน มี่จง
และอื่นๆ
รวม 10 กว่านิกาย
ยังไม่สามารถครอบคลุมพุทธธรรมได้ทั้งหมด
องค์ศากยมุนีเอง
ก็ไม่ได้ทรงเผยแพร่สั่งสอนหลักธรรมของพระองค์ให้ทั้งหมด
เพียงแต่ทรงสั่งสอนบางส่วนเท่าที่คนในสมัยนั้นจะรับได้
อะไรคือพุทธธรรม
คุณสมบัติพิเศษแท้จริงในจักรวาลคือ
ความจริง
ความเมตตา
ความอดทน(เจิน ซั่น
เหยิ่น) ซึ่งก็คือปรากฏการณ์สูงสุดของพุทธธรรม
เป็นรากฐานของพุทธธรรม
พุทธธรรมจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปในระดับชั้นที่ต่างกัน ในแต่ละระดับชั้นก็จะมีหลักธรรมของชั้นนั้นๆ
เป็นเครื่องชี้นำในการปฏิบัติ ระดับชั้นยิ่งต่ำจะปรากฏออกมายิ่งซับซ้อน
ในทุกอณูของอากาศ
ก้อนหิน ไม้ ดิน เหล็ก
ร่างกายคน
สสารทุกชนิดล้วนมีคุณสมบัติพิเศษ
ความจริง
ความเมตตา
ความอดทน(เจิน ซั่น
เหยิ่น) ในสมัยโบราณกล่าวว่าทุกสรรพสิ่งในจักรวาลนี้
ประกอบขึ้นด้วยห้าธาตุ
ซึ่งล้วนมีคุณสมบัติพิเศษของความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น) ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมเมื่อบรรลุถึงระดับชั้นใด
ก็จะสามารถเข้าใจเพียงพุทธธรรมที่ปรากฏเป็นรูปธรรมในระดับชั้นนั้น
นี่ก็คือมรรคผลและระดับชั้นจากการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
พูดกันอย่างกว้างๆ
หลักธรรมเป็นสิ่งยิ่งใหญ่
เมื่อบรรยายในชั้นที่สูงๆ
แล้วก็เป็นเรื่องง่าย
เพราะว่าหลักธรรมก็มีลักษณะคล้ายรูปปิรามิด
ในชั้นสูงสุดเพียงอักษร
3 ตัวก็สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมด นั่นก็คือ
ความจริง
ความเมตตา
ความอดทน(เจิน ซั่น
เหยิ่น) ไปปรากฏในแต่ละระดับชั้นก็จะเป็นเรื่องซับซ้อนมาก
ยกตัวอย่างมนุษย์เรา
สายเต๋าเปรียบร่างกายของคนเราเหมือนจักรวาลเล็ก
มนุษย์เรามีเรือนร่างเป็นวัตถุ แต่ทว่า
เรือนร่างที่เป็นวัตถุยังไม่สามารถประกอบขึ้นเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ยังจะต้องมีอารมณ์
อุปนิสัย
คุณลักษณะส่วนตัว
และจิตหลัก(เหวียนเสิน)รวมอยู่ด้วย
จึงจะประกอบเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เป็นเอกเทศ
มีอุปนิสัยเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
ในจักรวาลของเรานี้ก็เช่นกัน
มีระบบทางช้างเผือกและระบบดวงดาวอื่นๆ
มีสิ่งมีชีวิตและน้ำ
สรรพสิ่งในจักรวาล
นอกจากส่วนที่เป็นวัตถุแล้ว
ขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติพิเศษอยู่คือ
ความจริง ความเมตตา
ความอดทน(เจิน ซั่น
เหยิ่น) ในทุกอนุภาคของวัตถุล้วนมีคุณสมบัติพิเศษนี้
แม้ในอนุภาคที่เล็กมากๆ
ก็มีคุณสมบัติพิเศษนี้อยู่
คุณสมบัติพิเศษ
ความจริง ความเมตตา
ความอดทน(เจิน ซั่น
เหยิ่น)ชนิดนี้
เป็นมาตรฐานในการวัดความดีความเลวในจักรวาล
อะไรคือดี อะไรคือเลว
นี่ก็คือสิ่งที่เราใช้เป็นเครื่องวัด กุศล(เต๋อ)ที่เรากล่าวกันในอดีตก็เช่นกัน
แน่นอนทุกวันนี้มาตรฐานศีลธรรมในสังคมมนุษย์เกิดการเปลี่ยนแปลง
มาตรฐานศีลธรรมได้บิดเบือนไปจากจุดเดิม
ทุกวันนี้หากใครเลียนแบบเหลยฟง
ก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนบ้า แต่ในช่วงปี
1950-1960 มีใครว่าเขาเป็นคนบ้าเล่า ที่เราพูดๆ
กันเสมอ
ศีลธรรมของมนุษย์เรากำลังเลื่อนไหลลงจากหน้าผาที่ลาดชัน
มาตรฐานศีลธรรมกำลังตกต่ำลงทุกขณะ
สังคมกำลังเสื่อมถอย
เห็นเพียงผลประโยชน์อย่างเดียวเท่านั้น
เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวอันน้อยนิด
ถึงกับต้องทำร้ายผู้อื่น
แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นโดยทุกวิถีทาง
เราลองคิดให้ดี
จะปล่อยให้สังคมเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกได้หรือ
บางคนกำลังทำความผิด
ท่านบอกเขาว่าเขากำลังทำสิ่งที่ไม่ดี
เขายังไม่ยอมเชื่อ
เขาไม่เชื่อว่าเขากำลังทำสิ่งที่ไม่ดี
บางคนยังวัดตัวเองด้วยมาตรฐานศีลธรรมที่ต่ำลง
คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น เพราะว่า
มาตรฐานที่จะวัดนั้นเปลี่ยนแปลงไป
ไม่ว่ามาตรฐานศีลธรรมของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
แต่คุณสมบัติพิเศษของจักรวาลนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
มันเป็นมาตรฐานหนึ่งเดียวสำหรับประเมินแยกแยะคนดี คนเลว
เพราะฉะนั้นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมก็จะต้องใช้คุณสมบัติพิเศษของจักรวาลนี้เป็นมาตรฐานคอยควบคุมตัวเอง
จะใช้มาตรฐานของคนธรรมดาสามัญมาควบคุมตัวเองไม่ได้
ท่านจะต้องกลับไปสู่ที่มาดั้งเดิมของท่าน
หากท่านคิดที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมขึ้นไป
ท่านก็จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานนี้
การเป็นคนต้องดำเนินตามคุณสมบัติพิเศษ ความจริง ความเมตตา
ความอดทน(เจิน ซั่น
เหยิ่น) อันเป็นคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล
จึงจะนับได้ว่าเป็นคนดี
คนที่หันหลังให้กับคุณสมบัติพิเศษก็คือคนเลว
คนเลวที่แท้จริง
ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ทำงานหรือในสังคม
อาจจะมีคนบอกว่าท่านเป็นคนเลว
แต่ใช่ว่าท่านจะเป็นคนเลวจริง
บางคนบอกว่าท่านเป็นคนดี
ก็ไม่แน่ว่าท่านเป็นคนดีจริง การเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม
หากท่านสามารถหล่อหลอมเข้ากับคุณสมบัติพิเศษนี้ได้
ท่านก็คือผู้บรรลุในธรรม
นี่ก็คือเหตุผลง่ายๆ
สายเต๋าบำเพ็ญปฏิบัติตนโดยยึดความจริง
ความเมตตา
ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น)
เป็นหลักในการปฏิบัติ แต่เน้นหนักการบำเพ็ญที่ความจริงเป็นหลัก
เพราะฉะนั้นสายเต๋าเน้นการบำเพ็ญตนในการปฏิบัติจริง พูดจริง ทำจริง เป็นคนจริง
กลับคืนสู่ที่มาดั้งเดิมที่แท้จริง
และสุดท้ายบำเพ็ญตนเป็นคนจริง
แต่ก็บำเพ็ญความอดทน
ความเมตตาด้วย
โดยเน้นหนักอยู่ที่การบำเพ็ญตนให้อยู่ในความจริง
สายพุทธเน้นหนักด้านความเมตตาในหลักธรรมของความจริง ความเมตตา
ความอดทน(เจิน ซั่น
เหยิ่น) เพราะว่าการบำเพ็ญตนให้อยู่ในความเมตตาจะบังเกิดเมตตาธรรม
เมื่อเกิดเมตตาธรรมขึ้น
จะเห็นสรรพสัตว์ล้วนตกอยู่ในความทุกข์
ก็จะเกิดปณิธานแรงกล้าที่จะช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายให้หลุดพ้นจากบ่วงกรรม
ความจริง
ความอดทนก็มี
แต่เน้นหนักการบำเพ็ญปฏิบัติที่ความเมตตา
หลักธรรมใหญ่ฝ่าหลุนต้าฝ่าของเรายึดมั่นการบำเพ็ญตนในความจริง
ความเมตตา
และความอดทนพร้อมกัน
ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของจักรวาล
พลัง(กง)ที่เราฝึกนั้นยิ่งใหญ่มาก
อะไรคือพลังลมปราณ(ชี่กง) อาจารย์ถ่ายทอดการฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)ต่างได้พูดไว้
และสิ่งที่ข้าพเจ้านำมาถ่ายทอดจะแตกต่างจากอาจารย์ท่านอื่นๆ
อาจารย์ที่สอนวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ส่วนใหญ่จะมีพลังลมปราณ(ชี่กง)อยู่ในระดับหนึ่ง
แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าจะถ่ายทอดให้เป็นการทำความเข้าใจกับพลังลมปราณ(ชี่กง)ในระดับสูง
ซึ่งจะแตกต่างไปจากสิ่งที่อาจารย์ท่านอื่นๆ
สอนไว้โดยสิ้นเชิง
อาจารย์บางท่านพูดไว้ว่า
พลังลมปราณ(ชี่กง)ในจีนมีประวัติมานานกว่า
2,000 ปี
บางท่านก็บอกว่ามีประวัติ
3,000 ปี
บางท่านก็บอกว่า
5,000 ปี
มีประวัติความเป็นมายาวนานพอๆ
กับประวัติศาสตร์ของชนชาติจีน บางท่านก็บอกว่าศึกษาจากวัตถุโบราณทางด้านวัฒนธรรมที่ขุดค้นพบ
มีประวัติมาแล้ว
7,000 ปี
ซึ่งยาวนานกว่าประวัติศาสตร์อารยธรรมของชนชาติจีน
แต่ไม่ว่าจะเข้าใจกันอย่างไร
ก็ไม่เกินเลยไปกว่าประวัติศาสตร์อารยธรรมของมนุษย์มากนัก
ถ้าหากพูดตามทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน
มนุษย์วิวัฒนาการจากพืชน้ำจนเป็นสัตว์น้ำ
จากนั้นก็ใช้ชีวิตบนบก
ต่อมาก็ปีนป่ายขึ้นต้นไม้
ลงมาบนพื้นเป็นมนุษย์วานร
ท้ายที่สุดมีการวิวัฒนาการจนมีวัฒนธรรม
และกลายเป็นมนุษย์ที่มีความนึกคิด
หากคิดคำนวณตามอายุการวิวัฒนาการแล้ว
มนุษย์เริ่มมีวิวัฒนาการและอารยธรรมก็ไม่เกิน
10,000 ปี
หากค้นต่อขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว
การจดบันทึกด้วยปมเชือกก็ยังไม่มี
ยังคงเป็นเพียงการใช้ใบไม้พันกาย
กินเนื้อดิบ
ย้อนหลังขึ้นไปอีกอาจจะจุดไฟก่อไฟก็ยังใช้ไม่เป็น
จัดเป็นคนป่า
มนุษย์ดึกดำบรรพ์
แต่ว่าเราก็ได้พบกับปัญหาอย่างหนึ่ง
ในโลกนี้หลายๆ
แห่งมีร่องรอยของอารยธรรมเก่าแก่ทิ้งไว้มากมาย ล้วนแล้วแต่ล้ำยุคเกินกว่าประวัติศาสตร์ของอารยธรรมในยุคมนุษย์ปัจจุบัน
ร่องรอยโบราณเหล่านี้
มองในแง่สถาปัตยกรรมแล้ว เป็นสถาปัตยกรรมชั้นสูงทีเดียว หากมองในแง่ของศิลปะ
ก็เป็นศิลปะชั้นสูง
เสมือนว่า
คนยุคปัจจุบันล้วนลอกเลียนแบบสถาปัตยกรรมของมนุษย์ในสมัยโบราณเหล่านี้
ซึ่งมีคุณค่าน่าชื่นชมมาก
สถาปัตยกรรมโบราณที่ตกทอดลงมานี้
บ้างมีอายุเกินกว่าแสนปี
หลายแสนปี หลายล้านปี กระทั่งนับร้อยล้านปี
ทุกคนลองคิดดู
นี่ไม่ใช่เป็นการล้อเล่นกับประวัติศาสตร์ปัจจุบันของเราหรือ
ไม่ได้เป็นการล้อเล่น
เพราะว่ามนุษย์เราได้พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง
และศึกษาตัวเองตลอดมา
สังคมจึงได้พัฒนาขึ้นมาในรูปแบบนี้
ความเข้าใจแรกเริ่มใช่ว่าจะถูกต้องทุกประการ
อาจจะมีบางท่านเคยได้ยินและได้ฟังเกี่ยวกับ
“วัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์” หรือเรียกว่า
“อารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์” เรามาพูดถึงอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ก็แล้วกัน
บนโลกเราทุกวันนี้มีทวีปเอเชีย
ทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาใต้
ทวีปอเมริกาเหนือ
ทวีปอาร์กติก
ทวีปแอฟริกา
และทวีปแอนตาร์กติก
นักธรณีวิทยา
เรียกทวีปเหล่านี้ว่า “ผืนแผ่นดินใหญ่” การกำเนิดของผืนแผ่นดินใหญ่จนถึงวันนี้
มีประวัตินานนับหลายสิบล้านปี
กล่าวคือมีผืนแผ่นดินมากมายโผล่ขึ้นจากใต้ทะเล
และมีผืนแผ่นดินมากมายจมลงสู่ใต้ทะเล
เกิดการเปลี่ยนแปลงจนมีลักษณะเช่นทุกวันนี้เป็นเวลานับหลายสิบล้านปี
แต่ใต้ท้องทะเลลึกหลายๆ
แห่ง
เราได้ค้นพบสิ่งก่อสร้างโบราณขนาดใหญ่ ประติมากรรมของสิ่งก่อสร้างเหล่านี้สวยงามละเอียดประณีต
มิใช่เป็นฝีมือของมนุษย์ในปัจจุบัน
แน่นอน สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ต้องก่อสร้างขึ้นก่อนที่จะจมลงสู่ใต้ท้องทะเล
แต่เมื่อหลายสิบล้านปีก่อนใครเป็นผู้สร้างอารยธรรมที่รุ่งเรืองเหล่านี้
ในสมัยนั้นพวกเรามนุษย์แม้กระทั่งวานรก็ยังไม่ใช่
จะมีฝีมือถึงระดับสร้างสิ่งที่ต้องอาศัยสติปัญญามันสมองชั้นสูงเหล่านี้ได้หรือ ในโลกนี้
นักโบราณคดีได้ขุดพบสัตว์ชนิดหนึ่ง
เรียกว่า
“ซันเอี้ยฉง”
(trilobite) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในระหว่าง
600 ล้านถึง 260
ล้านปีก่อน
หลังจาก 260 ล้านปี สัตว์ชนิดนี้ก็หายสาบสูญไป นักวิทยาศาสตร์อเมริกันผู้หนึ่งขุดพบซากฟอสซิลของสัตว์ชนิดนี้
พร้อมกับรอยเท้าที่สวมรองเท้าเหยียบบนฟอสซิลนี้ เห็นรอยเท้าประทับไว้อย่างชัดเจน นี่ไม่ใช่เป็นการล้อเล่นกับนักประวัติศาสตร์หรือ
ตามทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน
เมื่อก่อน
260 ล้านปีจะมีมนุษย์ได้อย่างไร
ณ
พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยแห่งชาติเปรู
ได้เก็บรักษาหินก้อนหนึ่ง บนหินมีภาพแกะสลักรูปคน
จากการวิเคราะห์ภาพแกะสลักรูปคนนี้พบว่าแกะสลักเมื่อ
3 หมื่นปีก่อน
แต่ภาพมนุษย์แกะสลักนี้สวมเสื้อผ้า
ใส่หมวก สวมรองเท้า
ในมือถือกล้องส่องทางไกลกำลังดูดาว
มนุษย์เมื่อ
3 หมื่นปีก่อน
จะรู้จักทอผ้าสวมเสื้อผ้าได้อย่างไร
สิ่งที่น่าพิศวงยิ่งก็คือ
เขาถือกล้องดูดาวสำรวจดวงดาว
เพราะฉะนั้นย่อมมีความรู้เรื่องดาราศาสตร์อยู่ไม่น้อย
นับจากที่กาลิเลโอประดิษฐ์กล้องส่องทางไกลมาจนถึงทุกวันนี้
ก็เป็นเวลาเพียง
300 กว่าปีเท่านั้น
ถ้าเช่นนั้นเมื่อ
3 หมื่นปีก่อนใครเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นกล้องส่องทางไกล
ยังมีปริศนาที่ไม่สามารถหาคำอธิบายอีกมากมายนัก
เช่นที่ฝรั่งเศส แอฟริกาใต้
และเทือกเขาแอลป์
บนผนังหินในถ้ำต่างๆ
มีภาพแกะสลักที่ดูเหมือนจริงมีชีวิตชีวา
ภาพคนที่แกะสลักบนนั้นสวยงามมาก
ยังมีการเคลือบสีที่ผลิตจากแร่ชนิดหนึ่ง
แต่ภาพแกะสลักเหล่านี้ใส่เครื่องแต่งกายมนุษย์ในปัจจุบัน คล้ายๆ
ชุดสูทสากล
ใส่กางเกงรัดรูป บ้างก็ถือสิ่งที่คล้ายกับกล้องยาสูบ
บ้างก็ถือไม้เท้า
สวมหมวก
มนุษย์วานรเมื่อหลายแสนปีก่อน
จะมีหัวศิลปะและฝีมือถึงขนาดนี้เชียวหรือ
พูดไกลออกไปอีกหน่อย
ในทวีปแอฟริกาที่ประเทศสาธารณรัฐกาบอง ซึ่งมีเหมืองแร่ยูเรเนียม
ประเทศนี้ค่อนข้างล้าหลัง
ตัวเองไม่สามารถถลุงแร่ยูเรเนียมได้
ต้องส่งออกแร่ยูเรเนียมเหล่านี้ให้กับประเทศที่เจริญก้าวหน้า เมื่อปี
ค.ศ. 1972 ในประเทศฝรั่งเศสมีโรงงานแห่งหนึ่งสั่งแร่ยูเรเนียมชนิดนี้เข้าไป
ผ่านการตรวจสอบแล้วพบว่า แร่ยูเรเนียมเหล่านี้เคยถูกถลุงไปแล้ว
ถูกใช้ไปแล้ว
รู้สึกประหลาดใจ
จึงจัดส่งนักวิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์
นักวิทยาศาสตร์ของหลายประเทศไปสำรวจศึกษา
สุดท้ายได้รับการยืนยันว่าเหมืองแร่ยูเรเนียมแห่งนี้เป็นเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่ มีการจัดวางเครื่องปฏิกรณ์ไว้อย่างเหมาะสมมาก
ซึ่งมนุษย์เราในสมัยนี้ยังไม่อาจสร้างขึ้นมาได้ แล้วเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่แห่งนี้สร้างขึ้นมาเมื่อใด
มันสร้างขึ้นมาเมื่อ
2 พันล้านปีก่อน
หมุนเวียนใช้งานมานาน
5 แสนปี
นี่เป็นตัวเลขที่แทบไม่น่าเชื่อ
หากนำเอาทฤษฎีของดาร์วินมาอ้างอิงก็ไม่สามารถที่จะอธิบายได้
เหตุการณ์ทำนองนี้มีอยู่มากมาย
สิ่งที่วงการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีค้นพบ มีมากพอที่จะทำให้เราต้องแก้ตำราเรียนในปัจจุบันกันแล้ว
เมื่อทัศนะความคิดเดิมของมนุษย์เราได้ก่อเกิดเป็นวิธีทำงานและวิธีขบคิดปัญหาต่างๆ
แล้ว
จึงยากที่จะยอมรับสิ่งแปลกใหม่ ความจริงแม้จะปรากฏต่อหน้าก็ยังไม่กล้าที่จะยอมรับ
จิตสำนึกจะมีการต่อต้านโดยอัตโนมัติ เนื่องจากอิทธิพลของทัศนะความคิดดั้งเดิม
ปัจจุบันจึงยังไม่มีใครไปจัดการกับสิ่งเหล่านี้อย่างเป็นระบบ เพราะฉะนั้นความคิดของคนมักจะตามไม่ทันการพัฒนา
เมื่อเราพูดถึงสิ่งเหล่านี้
ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกค้นพบแล้ว
เพียงแต่ไม่มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง
แต่ก็จะมีคนกล่าวว่าเป็นเรื่องงมงาย
ยอมรับไม่ได้
มีนักวิทยาศาสตร์ใจกล้ามากมายในต่างประเทศ
ได้ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า
มันเป็นวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์
มันคืออารยธรรมที่เกิดขึ้นก่อนอารยธรรมครั้งนี้
กล่าวคือ ก่อนอารยธรรมของเราก็มีอารยธรรมดำรงอยู่ก่อนแล้ว
และไม่ใช่เพียงครั้งเดียว
ศึกษาจากวัตถุโบราณทางด้านวัฒนธรรมต่างๆ
ที่ขุดค้นพบ
มิใช่เกิดขึ้นในอารยธรรมครั้งเดียวกัน หรือสมัยเดียวกัน
เพราะฉะนั้นจึงคิดว่าอารยธรรมของมนุษย์เราถูกทำลายดับสูญไปหลายต่อหลายครั้ง แต่ละครั้งจะมีคนส่วนน้อยเหลือรอดชีวิตมา
ใช้ชีวิตแบบดึกดำบรรพ์
และต่อมาค่อยๆ
ขยายเผ่าพันธุ์ เจริญรุ่งเรืองมาเป็นมนุษย์รุ่นใหม่เข้าสู่อารยธรรมรุ่นใหม่อีก
จากนั้นก็ถูกทำลายดับสูญไปอีก
ได้ก่อเกิดมนุษย์รุ่นใหม่ขึ้นอีก
ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามวัฏจักรครั้งแล้วครั้งเล่า
นักฟิสิกส์กล่าวไว้ว่า
การเคลื่อนไหวของวัตถุเป็นไปโดยมีระเบียบแบบแผน
การเปลี่ยนแปลงของจักรวาลก็เช่นกัน
มีกฎเกณฑ์แบบแผนของมัน
การหมุนของโลกเรา
ท่ามกลางจักรวาลอันยิ่งใหญ่
ท่ามกลางการโคจรของทางช้างเผือก
มิได้ดำเนินไปโดยราบรื่น
อาจชนเข้ากับดวงดาวดวงใดดวงหนึ่ง
หรือเกิดปัญหาอื่นๆ
ทำให้เกิดมหันตภัย ถ้าดูในมุมมองจากความสามารถพิเศษของพวกเรา
มันถูกกำหนดมาเช่นนั้น ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยตรวจข้อมูลอย่างละเอียด
พบว่ามี 81 ครั้งที่มนุษย์ตกอยู่ในสภาพดับสลาย
มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่เหลือรอดชีวิตมาได้
เหลืออารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ตกทอดเข้าสู่ยุคใหม่เพียงเล็กน้อย แล้วใช้ชีวิตแบบดึกดำบรรพ์
เมื่อมนุษย์ขยายเผ่าพันธุ์เพิ่มจำนวนมากขึ้น
ท้ายที่สุดก็ปรากฏอารยธรรมขึ้น
การหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงทั้ง
81 ครั้งนี้
ข้าพเจ้ายังไม่ได้ตรวจถึงต้นตอ
ชาวจีนกล่าวว่า
เมื่อเวลาเอื้ออำนวย
สถานที่เหมาะสม
คนอยู่เย็นเป็นสุข
การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ
กาลเวลาที่แตกต่างกัน มักจะนำพามนุษย์ไปสู่สภาพสังคมที่แตกต่างกัน
ทฤษฎีว่าด้วยการเคลื่อนไหวของวัตถุทางฟิสิกส์
เป็นไปโดยมีระเบียบแบบแผน
การเคลื่อนไหวของจักรวาลก็เช่นเดียวกัน
วัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์ที่กล่าวมาข้างต้น
ต้องการจะบอกกับพวกเราว่า
พลังลมปราณ(ชี่กง)มิใช่สิ่งที่มนุษย์ปัจจุบันเป็นผู้คิดค้นขึ้น
หากเป็นมรดกตกทอดมานานและยาวไกล
เป็นวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง
ในคัมภีร์ก็สามารถค้นพบคำอธิบายบ้าง
องค์ศากยมุนีเคยตรัสไว้ว่า
พระองค์บรรลุได้ธรรมกี่ร้อยล้านกัลป์ก่อนหน้าแล้ว
หนึ่งกัลป์เท่ากับกี่ปี
หนึ่งกัลป์ก็เท่ากับหลายร้อยล้านปี
ตัวเลขจำนวนมหาศาลเช่นนี้ เป็นตัวเลขที่ไม่อาจคาดคิดได้ หากว่าเป็นจริงแล้วไซร้
ก็เท่ากับสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ และการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ผ่านมา
องค์ศากยมุนียังเคยตรัสไว้ว่า
ก่อนหน้าพระองค์ยังมีพระพุทธอีก
7 องค์
พระองค์ยังทรงมีพระอาจารย์ต่างๆ
ล้วนบรรลุได้ธรรมเป็นกี่ร้อยล้านกัลป์ก่อนหน้า
หากสิ่งเหล่านี้เป็นความจริง
การถ่ายทอดหลักพลัง(กง)ที่แท้จริงในสังคมทุกวันนี้
ก็มีวิธีการบำเพ็ญปฏิบัติกันมาเช่นนี้หรือไม่
หากจะให้ข้าพเจ้าตอบ
แน่นอนจะต้องเป็นเช่นนี้
แต่จะพบได้ไม่มากนัก
ปัจจุบันพลังลมปราณ(ชี่กง)ที่ไม่แท้
พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอม
หรือคนที่มีวิญญาณแปลกปลอมสิงอยู่ในตัว
แต่งตำราออกมาหลอกลวงผู้คน
มีมากกว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)ที่แท้จริงหลายเท่า
แท้หรือเท็จยากที่จะแยกแยะ
พลังงานลมปราณ(ชี่กง)ที่แท้จริงเป็นสิ่งที่แยกแยะและค้นพบไม่ง่ายนัก
อันที่จริง
ไม่เพียงแต่วิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)เท่านั้น
ที่เป็นวิชาที่สืบทอดมายาวนาน
วิชาการฝึกพลังต่างๆ เช่น ไท่จี๋ เหอถู ลั่วซู
โจวอี้ ปากั้ว เป็นต้น ล้วนเป็นสิ่งที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์
เพราะฉะนั้นคนเราทุกวันนี้
ไปทำการค้นคว้าวิจัยจากมุมมองของคนธรรมดาสามัญ
จะค้นคว้าวิจัยอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ในระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญ
ซึ่งมีมุมมองและระดับความคิดในระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญ
ย่อมไม่สามารถที่จะเข้าใจถึงสิ่งต่างๆ
เหล่านี้ได้อย่างถ่องแท้
ในเมื่อวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง) มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน
แล้วมีประโยชน์อะไรบ้าง
ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเรา
นี่เป็นการบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมใหญ่ของสายพุทธ
คือการบำเพ็ญเป็นพุทธ
สายเต๋าเป็นการบำเพ็ญเต๋า
ข้าพเจ้าใคร่บอกกับพวกเราว่า คำว่า
“พุทธ” มิใช่การเชื่อที่งมงาย
คำว่า “พุทธ”
เป็นภาษาสันสกฤต
เป็นภาษาอินเดียโบราณ
เมื่อเริ่มเผยแพร่สู่ประเทศจีนสมัยนั้น
เป็นอักษร 2
คำเรียกว่า
“พุทโธ” (ฝอถัว) และก็มีแปลเป็น
“ฝูถู”
ถ่ายทอดไปมา
พวกเราชาวจีนจึงย่อให้สั้นๆ
เป็นอักษรคำเดียวคือ
“พุทธ” (ฝอ) แปลเป็นภาษาจีน
หมายความว่าอย่างไร
นั่นก็คือผู้รู้แจ้ง ผู้ผ่านการบำเพ็ญปฏิบัติจนรู้แจ้งอย่างถ่องแท้
เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องความเชื่อหลงงมงาย
พวกเราลองคิดดู
การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมสามารถก่อเกิดความสามารถพิเศษ ปัจจุบันในโลกนี้มีความสามารถพิเศษ
6 ประเภทเป็นที่ยอมรับกัน
ไม่เพียงเท่านี้
ข้าพเจ้าจะบอกท่านว่า
ความสามารถพิเศษที่แท้จริงแล้วมีเป็นหมื่นๆ
ชนิด
เช่น
มีคนนั่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับมือขยับเท้า
ก็สามารถทำในสิ่งที่คนทั่วไปใช้มือหรือเท้ายังทำไม่ได้
สามารถมองเห็นถึงสัจธรรมความจริงในมิติต่างๆ
ของจักรวาล
มองเห็นความเป็นจริงของจักรวาล
เห็นในสิ่งซึ่งคนธรรมดาสามัญมองไม่เห็น
นี่ยังไม่ใช่ผู้บำเพ็ญปฏิบัติได้ธรรมหรือ
มิใช่ผู้รู้แจ้งหรือ จะถือว่าเหมือนคนธรรมดาสามัญหรือ
ยังมิใช่ผู้บำเพ็ญบรรลุธรรมแล้วหรือ
เรียกว่าผู้รู้แจ้งไม่ถูกหรือ
แปลเป็นภาษาโบราณของอินเดียก็คือพุทธ ความจริงก็คือเช่นนี้
พลังลมปราณ(ชี่กง)ก็มีประโยชน์เช่นนี้
เมื่อพูดถึงพลังลมปราณ(ชี่กง) มีคนกล่าวว่า
ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยใครจะไปฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง) เหมือนกับจะบอกว่า
พลังลมปราณ(ชี่กง)ก็คือการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ นั่นเป็นการมองอย่างผิวเผิน
มองอย่างไม่ลึกซึ้ง
จุดนี้ไม่ขอตำหนิพวกเรา
เพราะว่าอาจารย์ที่สอนวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ทั้งหลาย
ต่างเน้นในเรื่องของการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
ล้วนพูดเรื่องการขจัดโรคภัยเสริมสร้างสุขภาพ
ไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่อยู่ในระดับชั้นสูง
มิใช่ว่าวิชาความรู้ของพวกเขาเหล่านี้ไม่ดี
แต่โดยหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาให้ถ่ายทอดเพียงระดับชั้นรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
เสริมสร้างสุขภาพ
เผยแพร่วิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ทั่วๆ
ไป มีคนมากมายที่คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติไปสู่ระดับที่สูงขึ้นไป
มีความคิดความใฝ่ฝันเช่นนี้
แต่บำเพ็ญปฏิบัติไม่ถูกหลัก
ผลปรากฏว่า
พบกับอุปสรรคใหญ่หลวงจนเกิดปัญหาต่างๆ
มากมาย
แน่นอนการถ่ายทอดพลัง(กง)ในระดับชั้นสูงจริงๆ
ย่อมเกี่ยวโยงถึงปัญหาในระดับสูงมาก
เพราะฉะนั้น
เรายึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม
ต่อเพื่อนมนุษย์
การถ่ายทอดพลัง(กง)จึงได้ผลลัพธ์ที่ดีมาโดยตลอด
บางสิ่งบางอย่างเป็นของสูง พูดไปแล้วคล้ายกับเป็นเรื่องงมงาย แต่เราจะพยายามใช้หลักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันมาอธิบายสิ่งเหล่านี้ให้เข้าใจ
มีบางสิ่งบางอย่างเมื่อเราพูดไป
คนก็จะพูดว่าเป็นเรื่องงมงายเหลวไหล
ทำไมจึงเป็นเช่นนี้
มาตรฐานของพวกเขาก็คือ สิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจ หรือสิ่งที่ตัวเขาเองสัมผัสไม่ได้ เขาเข้าใจว่าไม่มีตัวตน
จึงคิดว่าเป็นเรื่องงมงาย
เป็นเรื่องของจิตนิยม
ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงทัศนคติ
ทัศนคติเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่
สิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถพิสูจน์ หรือยังพัฒนาไม่ถึงก็กล่าวหาว่าเป็นเรื่องงมงาย
เป็นเรื่องของจิตนิยมหรือ
แล้วตัวเขาเองไม่หลงงมงาย ไม่มีจิตนิยมเช่นนั้นหรือ หากยังยึดอยู่กับทัศนคติเช่นนี้
วิทยาศาสตร์จะเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร สังคมมนุษย์ก็ไม่มีทางก้าวไปข้างหน้าได้
การประดิษฐ์คิดค้นในวงการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี
ล้วนเป็นสิ่งที่คนในอดีตไม่มี
หากมองว่าเป็นเรื่องงมงาย
แน่นอนก็ไม่ต้องมีการพัฒนาอะไรอีกต่อไป
พลังลมปราณ(ชี่กง)ไม่ใช่จิตนิยม
มีคนจำนวนมากไม่รู้จักพลังลมปราณ(ชี่กง)คืออะไร
จึงมักจะคิดว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)นั้นเป็นเรื่องของจิตนิยม ปัจจุบันพลังลมปราณ(ชี่กง)จากร่างกายของอาจารย์
เราสามารถใช้เครื่องวัดทางวิทยาศาสตร์ วัดได้คลื่นใต้เสียง คลื่นเหนือเสียง
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รังสีอินฟราเรด(ใต้แดง) รังสีอัลตราไวโอเลต(เหนือม่วง) รังสีแกมมา
นิวตรอน อะตอม
โลหะหายาก
เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นวัตถุธาตุ
สิ่งต่างๆ
ล้วนประกอบขึ้นจากวัตถุธาตุมิใช่หรือ
อีกมิติหนึ่งก็ประกอบขึ้นจากวัตถุธาตุมิใช่หรือ เราจะพูดว่างมงายได้อย่างไร ในเมื่อการฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)เป็นการบำเพ็ญพุทธ แน่นอนย่อมพัวพันถึงปัญหาที่ล้ำลึกมากมาย
ล้วนเป็นสิ่งที่เราจะต้องพูด
ในเมื่อการฝึกวิชาพลังลมปราณ(ชี่กง)ถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์นี้ ทำไมเราถึงต้องเรียกว่าพลังลมปราณ(ชี่กง) จริงๆ แล้วเราไม่เรียกว่าพลังลมปราณ(ชี่กง) แล้วเรียกว่าอะไรเล่า เรียกว่า “การบำเพ็ญปฏิบัติธรรม” (ซิวเลี่ยน) แน่นอนยังมีการเรียกเป็นรูปธรรมในชื่ออื่นๆ แต่โดยรวมแล้วเราเรียกกันว่า การบำเพ็ญปฏิบัติธรรม(ซิวเลี่ยน) ทำไมเราจึงเรียกว่าพลังลมปราณ(ชี่กง) เราทราบกันดีว่า การฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)นั้นได้แพร่หลายในสังคมมานานกว่า 20 ปีแล้ว เริ่มเป็นที่นิยมกันตั้งแต่กลางยุค “ปฏิวัติวัฒนธรรม” ขึ้นถึงจุดสุดยอดในยุคปลาย พวกเราคิดดู ในสมัยนั้นความคิดเอียงซ้ายจัดกำลังมาแรง เราจะไม่พูดถึงพลังลมปราณ(ชี่กง)ในสมัยก่อนประวัติศ&